
รื้อค่าต๋งแบงก์ กระเทือนรายได้8หมื่นล้าน
การลดค่าต๋งลงมาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับลูกค้าบ้างก็ไม่น่าจะทำให้ธนาคารกำไรลดวูบวาบ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่ธปท.จะเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างการคิดค่าธรรมเนียมใหม่
การลดค่าต๋งลงมาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับลูกค้าบ้างก็ไม่น่าจะทำให้ธนาคารกำไรลดวูบวาบ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่ธปท.จะเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างการคิดค่าธรรมเนียมใหม่
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ผลการศึกษาเพดานค่าธรรมเนียมโอนเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าจ้าง แล้วพบว่าที่มามีการคิดไม่โปร่งใส โครงสร้างบิดเบือน ตลาดไม่แข่งขัน ทุกธนาคารใช้อัตราเพดานสูงสุดเหมือนกันหมด 12-100 บาทตามวงเงิน
เพราะหวังเอากำไรไปอุดต้นทุนในการให้บริการอื่นๆ ที่ไม่คิดสตางค์
แม้ว่าปัจจุบันคณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.) ซึ่งมีผู้ว่าการธปท. เป็นประธาน เป็นผู้กำหนดอัตราเพดานค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ธนาคารทุกแห่งสามารถเรียกเก็บจากลูกค้าก็ตาม
เสมือนเป็นการตบหน้าธปท. เข้าอย่างจั๋งหนับ ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินให้ทำธุรกิจอย่างเป็นธรรม สามารถแข่งขันได้ตามกลไกตลาดการเงินเสรี
ยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเสนอแนะว่า ธปท.จำเป็นที่จะต้องเข้ามากำกับดูแลให้ใกล้ชิดมาก กว่าเดิม ให้มีตัวแทนของธนาคารไปเป็นกรรมการในระบบการชำระเงิน กำกับค่าธรรมเนียมต่างๆ ธปท.ควรเป็นผู้อนุมัติ กฎ กติกา และอัตราค่าธรรมเนียม และค่าสมาชิกที่บริษัทกำหนดขึ้นเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อสมาชิกทุกราย
ยิ่งเป็นการชี้โพรงให้เห็นว่า ระบบการเงินไทยมีรูรั่วมากมายให้สังคมต้องช่วยกันขบคิดว่า ทำอย่างไรประชาชนจะไม่ถูกเอาเปรียบ
แม้ นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธปท. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการระบบการชำระเงินจะออกมารับลูกว่า จะเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างการคิดอัตราค่าธรรมเนียม ที่ธนาคารพาณิชย์คิดกับลูกค้าผู้บริโภคในปัจจุบันให้เหมาะสมมากขึ้น จนได้รับเสียงเชียร์จากประชาชนผู้บริโภคสนั่นเมือง
แต่ผลการศึกษาข้อมูลมานั้น มันฟ้องออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า ธปท.ไร้ประสิทธิภาพในการจัดการและไม่ให้ความสำคัญในการดูแลผู้บริโภคอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกันก็มีเสียงเคลือบแคลงสงสัยว่า ธนาคารกลางอุ้มชูบรรดานายธนาคารมากกว่าดูแลปากท้องประชาชน
เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบการคิดค่าธรรมเนียมก็ไม่เหมาะสมจริงๆ ธนาคารส่วนใหญ่ มักคิดค่าธรรมเนียมไม่ตรงตามต้นทุนที่แท้จริง
แต่มักจะกำหนดค่าธรรมเนียมการให้บริการที่มีต้นทุนต่ำ ในอัตราที่สูงเกินจริง เช่น ค่ากดบัตรเอทีเอ็ม ไม่ว่าจะกดผ่านตู้ธนาคารเจ้าของบัตร หรือกดผ่านตู้ธนาคารอื่น ในพื้นที่เดียวกันหรือข้ามเขต ทั้งๆ ต้นทุนการทำรายการก็ไม่กี่สตางค์
แต่ธนาคารพยายามจำกัดจำนวนครั้งในการให้บริการฟรี เพื่อจะได้เป็นช่องทางในการคิดค่าธรรมเนียม เช่น ถ้ากดเงินผ่านตู้ของธนาคารอื่นเกิน 4 ครั้งต่อเดือน ในครั้งต่อไปจะคิดค่าธรรมเนียมครั้งละ 5 บาท หรือกดเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม ข้ามเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ไม่ว่าจะกดตู้ของธนาคารเจ้าของบัตรก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมครั้งละ 1015 บาทต่อรายการ กดเงินสดหรือโอนเงินข้ามธนาคารในต่างพื้นที่เสีย 20-35 บาทต่อรายการ
การโอนเงินเข้าบัญชี ข้ามธนาคาร (Bulk PaymentCredit) ธนาคารคิดค่าบริการในกรณีไม่เกิน 1 แสนบาท คิด 12 บาท
ถ้ามากกว่า 1 แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท คิดค่าบริการ 40 บาท และในกรณีที่มาก กว่า 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท ก็คิดค่า บริการ 100 บาท
การโอนเงินรายย่อยข้ามธนาคาร ผ่านเคาน์เตอร์สาขาธนาคาร (ORFTCounter) แบบ Real Time ผู้รับสามารถเบิกถอนเงินได้ทันที โดยวงเงินที่โอนได้สูงสุด 1 แสนบาทต่อครั้ง ธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินขั้นต่ำ 50 บาท สูงสุดไม่เกิน 120 บาท เป็นต้น
การตั้งราคาดังกล่าวก็เพื่อจะได้มีรายได้ในส่วนนี้ ไปชดเชยการให้บริการที่มีต้นทุนสูงๆ ที่ธนาคารยังจำเป็นต้องมีไว้ให้บริการลูกค้าที่ยังมีพฤติกรรมการใช้บริการทางการเงินผ่านรูปแบบดั้งเดิม เช่น การใช้บริการที่สาขาผ่านพนักงานหน้าเคาน์เตอร์โดยตรง
ทั้งที่ในความเป็นจริงการให้บริการลักษณะนี้มีต้นทุนสูงมาก ประมาณรายการละ 50-60 บาท แต่ธนาคารก็ไม่สามารถจะคิดค่าบริการได้
ขณะที่การให้บริการเช็คที่ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมฉบับละ 15 บาท แต่ถ้ามีการเรียกเก็บเช็คข้ามเขต (B/C) จะคิดค่าบริการอีกหมื่นละ 10 บาท หรือคิดอัตราขั้นต่ำ 10 บาทต่อฉบับ ทั้งที่ต้นทุนเช็คแต่ละฉบับกว่าจะผ่านขบวนการเคลียริงสามารถสั่งจ่ายเงินได้ มีต้นทุนสูงประมาณฉบับละ 40–50 บาทเช่นกัน แต่ธนาคาร ก็คิดค่าบริการได้จำกัดเช่นกัน
ภาวการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ธปท. ต้องการปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินทั้งหมดให้เหมาะสมมากขึ้น
ถ้าการชำระเงินที่มีให้บริการในรูปแบบต่างๆ มีต้นทุนต่างกัน ควรมีราคาหรือค่าธรรมเนียมที่ต่างกัน ไม่ควรเก็บอีกอันมาชดเชยอีกอัน
การที่นางอัจนาออกมาสำทับว่า ภายในสิ้นปีนี้ ธปท.จะพยายามดำเนินการปรับปรุงค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
นโยบายดังกล่าวถูกรับลูกจาก นายฉิม ตันติยาสวัสดิกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายระบบข้อสนเทศ ธปท. ที่ออกมาบอกว่า บริการที่ธปท. คิดจะปรับปรุงค่าบริการในลำดับต้นๆ คือ ธุรกรรมการที่ให้บริการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกประเภท เพราะบริการเหล่านี้มีต้นทุนต่ำไม่ควรมีการคิดข้ามเขต เพราะน่าจะหมดสมัยการคิดค่าบริการข้ามเขตแล้ว
เพราะทุกอย่างเป็นอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงกันหมดแล้ว ทุกอย่างออนไลน์ จึงควรจะยกเลิกการคิดค่าบริการข้ามเขต
การใช้เช็คซึ่งมีต้นทุนสูง ก็ควรขึ้นค่าธรรม เนียมตามต้นทุนที่แท้จริง
ปฏิบัติการตื่นออกมารื้อค่าธรรมเนียมธนาคารของธปท. โดยอาศัยใบเบิกทางของผลการศึกษาของทีดีอาร์ไออาจจะกระทบต่อรายได้ของธนาคาร
แต่หากพิจารณาจากข้อมูลล่าสุดที่ธปท. เผยแพร่ พบว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง 20,652 ล้านบาท เพิ่มเป็น 21,513 ล้านบาท เพิ่มเป็น 23,598 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 24,399 ล้านบาท นับตั้งแต่ไตรมาส 1–4 ปี 2552 ตามลำดับ
ตัวสะท้อนรายได้จากค่าธรรมเนียมและการบริการที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของธนาคารพาณิชย์ น่าจะบ่งบอกได้ดีว่า ธนาคารยังมีช่องทางหารายได้ก้อนโตได้ การจะปรับลดค่าธรรมเนียมที่คิดอยู่ในปัจจุบัน การลดค่าต๋งลงมาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับลูกค้าบ้าง ก็ไม่น่าจะทำให้ธนาคารกำไรลดวูบวาบ!!!
ฉะนั้น จึงน่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่ธปท. จะเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างการคิดค่าธรรมเนียมใหม่ให้เป็นธรรมและเหมาะสมมากขึ้น เพราะการปรับปรุงใหม่อาจจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
เพราะอาจจะเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมความเคยชิน จากที่เคยใช้บริการแบบเดิมๆ เพราะต่อไปถ้าต้องเสียค่าธรรมเนียมที่แพงขึ้นจริง ลูกค้าคงจำเป็นต้องเรียนรู้รูปแบบการใช้บริการใหม่ๆ ที่ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมการบริการที่ถูกกว่าเอง
ในแง่นี้ธนาคารผู้ให้บริการก็จะได้มีต้นทุนการบริการที่ถูกลง และเป็นต้นทุนการให้บริการที่แท้จริงมากขึ้นด้วย เพราะลูกค้ากลุ่มที่มีต้นทุนสูง เช่น การผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร การใช้เช็ค การใช้เงินสด จะลดลงตามนโยบายที่ธปท. กำลังเร่งผลักดัน
สถานการณ์เช่นนี้ น่าจะทำให้ วิน...วิน ยุติธรรมกับทั้งลูกค้าผู้บริโภค และธนาคารผู้ประกอบการ
ถ้าทำได้จริงธปท. จะได้รับช่อดอกไม้แทนก้อนอิฐ แต่ถ้าไม่...เหตุการณ์ที่ว่ามาคงเป็นไปในทางตรงกันข้ามแน่นอน







