
เอ็ม79-ซีโฟร์กดดันยึดทรัพย์
การขู่ด้วยระเบิดซีโฟร์ เอ็ม 79 ครั้งนี้ ย่อมหวังผลให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินคดียึดทรัพย์เกิดความหวั่นไหว
การขู่ด้วยระเบิดซีโฟร์ เอ็ม 79 ครั้งนี้ ย่อมหวังผลให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินคดียึดทรัพย์เกิดความหวั่นไหว
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เหลืออีกเพียง 10 วัน ก็จะถึงวันประวัติศาสตร์กับการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท
สถานการณ์การเมืองร้อนระอุตามคาด...
เพียงวันเดียวเกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 ช่วงกลางคืนก่อนวันวาเลนไทน์ ตกในรั้วของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ข้างทำเนียบรัฐบาล จากนั้นในช่วงสายพบระเบิดซีโฟร์หนัก 3 ปอนด์ บริเวณรั้วศาลฎีกาสนามหลวง!! เดชะบุญที่ทั้งสองเหตุการณ์ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
ฝ่ายความมั่นคงวิเคราะห์ว่า การยิงระเบิดเอ็ม 79 คนร้ายต้องการยิงเข้าไปที่ทำเนียบรัฐบาล แต่พลาดท่าลูกระเบิดดันไปตกใส่ที่เกิดเหตุ ก่อนจะถึงเป้าหมาย
หน่วยข่าวจากสันติบาลยังประเมินด้วยว่า สถานการณ์จากนี้ยังไม่สงบง่ายๆ ยังมีสถานที่สุ่มเสี่ยงที่อาจมีการลอบวางระเบิดในจุดสำคัญทั่วกรุงประมาณ 8 จุด เช่น ลานพระบรมรูปทรงม้า พระที่นั่งอนันตสมาคม อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฯลฯ
เอ็ม 79 และระเบิดซีโฟร์ ได้ปลุกอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนฉ่าขึ้น โดยใช้คดียึดทรัพย์เป็น “เงื่อนไข” สร้างเกมปั่นป่วน
เมื่อยังหาตัวคนร้ายไม่ได้ ทำให้ต่างฝ่ายคือ กลุ่มทักษิณ และรัฐบาล ต่างโจมตีว่าเป็นผู้สร้างสถานการณ์หวังก่อความวุ่นวายและดิสเครดิตขั้วตรงข้าม
โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเป้ามากที่สุดคือ เครือข่ายบริวารของทักษิณ ที่ถูกมองว่าเดินเกมรุนแรงกดดันศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์ และสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเผชิญหน้าให้มากที่สุด
แต่ทั้ง “พรรคเพื่อไทยเสธ.แดง” หรือแม้แต่ทักษิณ ก็ออกมาเต้นผางปฏิเสธทันควันว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งประณามผู้ก่อเหตุรุนแรง
โดยเฉพาะทักษิณ ส่งคนใกล้ตัวออกมาการันตีความบริสุทธิ์ว่า ทักษิณไม่มีทางทำเด็ดขาด เพราะในฐานะลูกความที่รอความเป็นธรรมจากศาลฎีกาในวันที่ 26 ก.พ. จึงไม่มีทางที่จะมาวางระเบิดข่มขู่ศาลเสียเอง
หากวิเคราะห์จากคำพูดเสธ.แดงว่า ผู้ที่อาจมีส่วนลอบวางระเบิดมี 3 พวก คือ 1.รัฐบาลสร้างสถานการณ์ สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง เพื่อใส่ร้ายฝ่ายค้าน 2.พวกอำมาตย์เป็นคนทำ เพราะต้องการที่จะหาเหตุปฏิวัติ เพราะวันนี้รู้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลอาจพลิกขั้ว และ 3.อาจเป็นฝีมือของคนที่เกลียดชังรัฐบาล เพราะทุกคนหมดความอดทนและทนไม่ไหวแล้ว
ถ้าไล่มาดูผลที่จะได้รับจากข้อสมมติฐานต่างๆ เริ่มจากวางระเบิดเพื่อหวังให้เกิดการปฏิวัตินั้น เป็นไปได้ยาก
โดยเฉพาะเหตุผลที่ว่าฝ่ายอำมาตย์ที่หนุนรัฐบาลวางระเบิดขู่ไม่ให้พรรคร่วมพลิกขั้วไปอยู่กับเพื่อไทยนั้น เป็นไปได้ยาก พรรคร่วมมีแต่จะเกาะเกี่ยวอยู่กับประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลต่อไปให้นานที่สุด เพราะผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ และการแต่งตั้งโยกย้ายรออยู่เบื้องหน้าจำนวนมาก
ส่วนรัฐบาล หรือกลุ่มทักษิณ ฝ่ายใดจะก่อเหตุนั้น กล่าวสำหรับรัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาพยายามสกัดกลุ่มเสื้อแดงเพื่อทำลายความชอบธรรมก่อนการชุมนุมใหญ่ โดยออกมาปูดเรื่องท่อน้ำเลี้ยงโจมตีขบวนการคนเสื้อแดงว่า ทักษิณกำลังส่งเงินมาป่วน
กระทั่ง เทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวอภิสิทธิ์ ยังบอกด้วยว่า กรณีคนปาอุจจาระที่บ้านนายกรัฐมนตรี เป็นแผนของคนเสื้อแดงเตรียมไว้ โดยมีการว่าจ้างถึง 3 ล้านบาท แต่สุดท้ายกลับโอละพ่อ เพราะเป็นพวกไม่พอใจตำรวจที่ร้องเรียนมาหลายครั้ง เรื่องเพื่อนบ้านสูบบุหรี่ แต่ตำรวจไม่ยอมจัดการเสียที
เมื่อ “เทพไท” มั่ว เลยถูกคนเสื้อแดงขย่มเป็นพรวน
แน่นอน สำหรับรัฐบาล กังวลกับการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในช่วงก่อนกับหลังคดียึดทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะรุนแรงแน่นอน เพราะแกนนำเสื้อแดงประกาศแล้วว่า ครั้งนี้จะเป็นสงครามครั้งใหญ่ ถ้าไม่ชนะไม่เลิก และจะไม่มาเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นต้องแตกหัก
นายกฯ อภิสิทธิ์ จึงเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงตั้งรับสกัด ไม่ให้ม็อบแดงขยายผลป่วนเมืองจนประเทศลงเหลวเหมือนที่เกิดเหตุการณ์ “เมษาจลาจล” ซึ่งคนเสื้อแดงได้ล้มประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และก่อจลาจลป่วนเมืองมาแล้วรอบหนึ่งจนเศรษฐกิจหยุดชะงัก
ครั้งนี้รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่แก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชน บริหารประเทศให้เศรษฐกิจฟื้น ในทางการเมืองเองรัฐบาลก็หวังใช้จุดนี้ให้ประชาชนหันมาสนับสนุน ด้านหนึ่งก็ใช้เรื่องนี้สลายม็อบทักษิณให้อ่อนแรง ในการต่อสู้ช่วงชิงกันยกต่อยกเช่นนี้ ทั้งสองขั้วจึงต่างทำลายความชอบธรรมทั้งคู่ เพียงแต่จะใช้ยุทธวิธีเบาบาง หรือเข้มข้น
การยิงเอ็ม 79 หรือวางระเบิดซีโฟร์ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งผลจากเหตุการณ์นี้ ฝ่ายรัฐบาลมีแต่เสีย เพราะถูกโจมตีว่าไร้น้ำยา ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อย ประชาชนต้องหวาดผวา
ที่สำคัญ กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติและการท่องเที่ยว ทำให้การพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังเดินหน้าด้วยดีต้องสะดุดจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง
ยิ่งกว่านั้น เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนชุมนุมใหญ่ ยังเข้าทางกลุ่มคนเสื้อแดงที่กำลังใช้เงื่อนไขนี้ปลุกระดมแดงเดือดทั้งแผ่นดิน
สำหรับนปช. แดงทั้งแผ่นดิน แม้พยายามเดิน “แนวใหม่” ว่า ไม่ใช้ความรุนแรงและยึดสันติวิธี โดยใช้จังหวะที่เสธ.แดง ถูกจับจ้องจากสังคม เพราะเจ้าตัวขู่ใช้ “ความรุนแรง” เคลียร์ภาพว่า นปช.ไม่เกี่ยวข้องกับเสธ.แดง และพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แกนนำเพื่อไทย ที่เสนอให้ใช้แนวฮาร์ดคอร์ล้มรัฐบาล
ประเด็นหลักคือ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประกาศว่า ถ้าเสื้อแดงใช้ความรุนแรงก่อน ก็จะเป็นฝ่ายแพ้และพบกับหายนะ แต่เสื้อแดงจะต้องเป็นฝ่ายให้รัฐใช้ความรุนแรงกับเราก่อน แล้วเราถึงใช้ความรุนแรงกลับ
แต่แกนนำเสื้อแดงผู้นี้ ถูกนายกฯ อภิสิทธิ์ ย้อนเกล็ดว่า ชอบปั้นน้ำเป็นตัว โกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเชื่อคำโกหกของตัวเอง
ดังนั้น ท่าทีของแกนนำนปช. ที่ประกาศใช้แนวทางสันติวิธี ยังเป็นคำถามคาใจหลายคน เพราะบทเรียนจาก “เมษาจลาจล” ก็สะท้อนชัด ขณะที่แกนนำในปีกนปช. เช่น อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ก็สนับสนุนให้เดินเกมใต้ดินเพื่อโค่นอำมาตย์
และแม้พยายามบอกสังคมว่า นปช.ตัดขาดจาก “เสธ.แดง” แต่เสธ.แดงก็คือแนวร่วมคนสำคัญของทักษิณ ที่ล่าสุดเดินทางไปพบนายใหญ่ที่ดูไบพร้อมด้วยพล.อ.พัลลภและนปช. บางส่วน
ซึ่งก่อนหน้านี้ เสธ.แดงขู่มาตั้งแต่ต้นเดือน ให้ระวังขบวนการลอบฆ่าองค์คณะผู้พิพากษาศาล ป.ป.ช. และคตส. ที่พิจารณาคดียึดทรัพย์ จึงขอให้ระวังทุกครั้ง โดยอ้างว่าทุกครั้งที่เขาเตือนมักจะเป็นจริงเหมือนที่เตือนพันธมิตรฯ จะโดนระเบิด ก็โดนจริงหลายลูก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา เสธ.แดงย้ำอีกว่า ขณะนี้นายกฯ อภิสิทธิ์และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน ตกอยู่ในอันตรายเท่ากับศาล เพราะฝูงชนเสื้อแดงจะบ้าคลั่งไปบุกจับครม.
คำประกาศของเสธ.แดงล้วนเป็นจริง ขู่ทั้งครม. ที่ทำเนียบฯ และผู้พิพากษาศาลฎีกา และเสธ.แดงคือจุดอ่อนและจุดแข็งของแนวร่วมทักษิณ แม้แต่ นพดล ปัทมะ คนใกล้ตัวนายใหญ่ยังออกมาปรามเสธ.แดงว่า อย่าอ้าง “นายใหญ่” เพราะจะทำให้เสียกระบวนรบ
การขู่ด้วยระเบิดซีโฟร์ เอ็ม 79 ครั้งนี้ ย่อมหวังผลให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินคดียึดทรัพย์เกิดความหวั่นไหว เหมือนที่ อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องจิตตก หลังถูกขู่ว่าจะถูกบุกไปทำร้ายที่บ้านหากไม่มีการยุบพรรคประชาธิปัตย์
จนที่สุด ประธานกกต. ทนแรงกดดันคำข่มขู่ของคนเสื้อแดงไม่ไหว จนเตรียมสั่งให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย







