
ศึกชิงเจ้าเศรษฐกิจโลก
การแย่งชิงส่วนแบ่งอันดับ 1 ของตลาดโลกเพื่อก้าวขึ้นมาสู่แท่นอันดับ 1 แห่งมหาอำนาจเศรษฐกิจ ระหว่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ จะยังไม่จบลงง่ายๆ
การแย่งชิงส่วนแบ่งอันดับ 1 ของตลาดโลกเพื่อก้าวขึ้นมาสู่แท่นอันดับ 1 แห่งมหาอำนาจเศรษฐกิจ ระหว่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ จะยังไม่จบลงง่ายๆ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ญี่ปุ่นอาจรู้สึกหายใจหายคอสะดวกขึ้นกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อตัวเลขไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ยืนยันว่า ญี่ปุ่นยังครองอันดับ 2 ในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกเอาไว้ได้ด้วยอัตราการขยายตัว 4.6%
อย่างน้อยญี่ปุ่นมีความมั่นใจมากขึ้นว่า โอกาสที่เศรษฐกิจที่เพิ่งฟื้นตัวจะหวนกลับคืนสู่ภาวะถดถอยซ้ำซ้อนยิ่งลดน้อยลง
แต่ที่ญี่ปุ่นน่าจะมั่นใจมากกว่าก็คือ จะสามารถรั้งตำแหน่ง “เบอร์ 2” ของการจัดอันดับเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเอาไว้ได้ โดยที่ยังไม่มีผู้ใดมาแย่งชิงเฉพาะอย่างยิ่งจีน ซึ่งเป็นประเทศที่บรรดา “กูรูเศรษฐกิจ”ทั้งหลายกะเก็งกันว่า จะสามารถแย่งชิงตำแหน่งจากญี่ปุ่นภายในปีนี้
การแย่งชิงความได้เปรียบของการเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีนัยที่ลึกล้ำกว่าการ “เป็นที่ 1” “เป็นที่ 2” หรือการรักษาหน้า หรือศักดิ์ศรีของความเป็นมหาอำนาจ
เพราะยังหมายถึงการก้าวขึ้นสู่จุดที่จะแสวงหาความมั่งคั่ง เพราะการเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่า จำเป็นจะต้องมีผู้บริโภคมากที่สุด หรือปัจจัยการผลิตมากที่สุด หรือกำลังการผลิตสูงที่สุดเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้าถึงหรือเป็นศูนย์กลางเครือข่ายตลาดทั่วโลก
ไม่เฉพาะญี่ปุ่นเท่านั้นที่อาจต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปให้จีน แต่ยังคาดการณ์ว่าจีนจะแซงหน้าสหรัฐในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด เมื่อวัดที่จีดีพีภายในปี 2563
อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นมาจากอันดับ 3 สู่ 2 อันดับแรกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้แต่ภายในจีนเองก็ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการผลักดันให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 หรือ 2 เร็วจนเกินไป
ดังเช่นเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว ซึ่งมีการคาดการณ์เช่นกันว่าจีนจะแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 แต่ฟานเจียนผิง ผู้อำนวยการฝ่ายคาดการณ์เศรษฐกิจของศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจีน แย้งว่าการจัดอันดับในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ เพราะรายได้ต่อหัวของประชากรจีนยังอยู่ในระดับต่ำมาก
ฟานยังย้ำว่า ตัวเลขรายได้ต่อหัวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหากตัวเลขของจีนต่ำเกินไปจะก่อเกิดภาวะคลุมเครือว่าแท้จริงแล้วจีนเป็นประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนากันแน่
ล่าสุด ระดับรายได้ต่อหัวของจีนจากการคำนวณของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ลำดับที่ 99 ด้วยรายได้ต่อหัว 3,566 เหรียญสหรัฐ เทียบไม่ติดกับญี่ปุ่นในอันดับที่ 16 ด้วยรายได้ 39,573 เหรียญสหรัฐ และยิ่งไม่อาจเทียบกับสหรัฐในลำดับที่ 9 ที่ 46,443 เหรียญสหรัฐต่อหัว
แม้แต่ตัวเลขประเมินในอนาคตโดยไอเอ็มเอฟ จีนก็ยังไม่สามารถทำได้ดีกว่า โดยในปี 2553 2554 2555 และ 2556 คาดว่าตัวเลขจีดีพีต่อหัวจะอยู่ที่ 7,985 8,882 9,892และ 10,989 เหรียญสหรัฐตามลำดับ
ขณะที่ญี่ปุ่นคาดว่าในช่วงเวลาเดียวกันจะสูงถึง 33,910 35,257 36,777 38,335 และ 39,872 ตามลำดับ
อาจกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจจีนโตแต่ตัว หัว หรือรายได้ต่อหัวไม่ได้โตตามไปด้วย และหากส่วนหัวไม่ขยายตัวในระนาบเดียวกัน จะรังแต่ก่อปัญหาในระยะยาวแก่จีน โดยเฉพาะช่องว่างความมั่งคั่งของประชากร อันเป็นปัญหาเรื้อรังที่จีนกำลังละเลยในขณะนี้ เพราะมัวแต่สนใจกับการติดเบรกให้กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
หากจีนคิดจะเป็นใหญ่จะละเลยเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะขณะนี้ช่องว่างรายได้ต่อหัวระหว่างเมืองที่มั่งคั่งกับเมืองที่แร้นแค้นยิ่งห่างขึ้น ดังเช่นระยะห่างระหว่างชาวเมืองเสิ่นเจิ้นที่มีรายได้ต่อหัวถึง 89,814 หยวน ขณะที่ชาวเมืองฟู่หยาง มณฑลอันฮุย อยู่ที่เพียง 2,344 หยวน!
ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า แทนที่จีนจะกลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก อาจกลายเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดในโลก เนื่องจากรากฐานทางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยรูโหว่มากมาย บวกกับภาวะ ฟองสบู่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีความเสี่ยงต่อโลกเพียงใด แต่ความเสี่ยงก็ยังอาจเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจชาวโลก หากความเสี่ยงนั้นนำมาซึ่งผลลัพธ์อันพึงปรารถนา
แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนกำลังพาภูมิภาคและโลกทั้งใบมุ่งสู่เส้นทางของความเสี่ยงที่จีนเองกำลังก่อขึ้นในบ้านตัวเอง แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ตลาดส่งออกและนำเข้าในเอเชียกำลังฟื้นตัวขึ้นมาได้เนื่องจากแรงซื้อขายจากจีน
แม้กระทั่งญี่ปุ่นเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มูลเหตุที่ทำให้ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เป็นไตรมาสสุดท้ายในรอบ 7 เดือนแห่งการติดลบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงซื้อจากจีน ดังจะเห็นได้จากตัวเลขส่งออกของญี่ปุ่นช่วงเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ที่ปรับขึ้นมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การล้มครืนลงของเลห์แมน บราเธอร์ส เมื่อปี 2551
สุดท้ายแล้วจีนกำลังจะกลายเป็นผู้ชิงตำแหน่งเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อชาวโลก ขณะที่มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกอย่างญี่ปุ่นกำลังหมดโอกาสที่จะก้าวสู่อันดับที่ 1 ได้อีกต่อไป มิหนำซ้ำยังเริ่มที่จะเผื่อแผ่อานิสงส์ทางเศรษฐกิจแก่ชาวโลกลดน้อยลงด้วยซ้ำ
และแม้ว่าญี่ปุ่นจะสามารถรั้งอันดับ 2 เอาไว้ได้ แต่จากข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า มูลค่าจีดีพี ของญี่ปุ่นหดตัวลงมาอยู่ที่ 5.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่จีนกำลังไล่ตามมาติดๆ ที่ 4.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ เห็นทีญี่ปุ่นคงต้องเสียตำแหน่งจริงๆ ในอีกไม่นาน
ไม่เฉพาะญี่ปุ่นเท่านั้นที่กำลังถูกจีนแย่งเค้กส่วนที่ใหญ่ที่สุดไป แต่สหรัฐก็ยังเสี่ยงที่จะสูญเสีย “เบอร์ 1” ให้จีน แม้ว่ารากฐานยังแข็งแกร่ง แต่การที่ต้องโรมรันพันตูกับปัญหางบประมาณขาดดุลมหาศาลจนกลายเป็นสงครามการเงินยืดเยื้อ ไม่ส่งผลดีต่อสหรัฐในระยะยาวเป็นแน่
การแย่งชิงส่วนแบ่งอันดับ 1 ของตลาดโลกเพื่อก้าวขึ้นมาสู่แท่นอันดับ 1 แห่งมหาอำนาจเศรษฐกิจ ระหว่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ จะยังไม่จบลงง่ายๆ และในระหว่างปี 2553-2563 อาจมีเรื่องเซอร์ไพรส์เกิดขึ้นได้ทุกเวลา อาจเป็นจีนที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในที่ตอนท้าย หรืออาจกลายเป็นสหรัฐและญี่ปุ่นที่ยังคงความแข็งแกร่งเอาไว้ได้
ไม่ว่าจะออกมาในรูปใด ชาวโลกควรได้รับผลในด้านดีจากการแย่งชิงของมหาอำนาจทั้ง 3 มากที่สุด







