
สาวประเภทสองลุ้นแก้ข้อความในสด.43
ศาลปกครองกลางนัดฟังคำพิพากษา13ก.ย.คดีสาวประเภท2ร้องขอแก้ข้อความโรคจิตถาวรในใบสด.43
ศาลปกครองกลางนัดฟังคำพิพากษา13ก.ย.คดีสาวประเภท2ร้องขอแก้ข้อความโรคจิตถาวรในใบสด.43
องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางที่มีนายเทอดพงศ์ คงจันทร์ ตุลาการศาลปกครองกลาง ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวน ได้ออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกในคดีที่นายสามารถ มีเจริญ และพวก ซึ่งเป็นสาวประเภทสอง ฟ้องขอให้ศาลปกครองสั่งให้ รมว.กลาโหมแก้ไขถ้อยคำในใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน ( สด.43) และใบสำคัญสำหรับคนจำพวกที่ 4 ( สด.5) และใบสำคัญให้รับราชการทหาร (สด.9) ของสาวประเภทสองที่เข้ารับการตรวจเลือกเมื่อปี 2548 ที่มีการระบุ ว่าเป็นบุคคลที่จัดอยู่ในประเภทกลุ่มคนทุพพลภาพ “เป็นโรคจิตถาวร”ไม่สามารถจะรับราชการได้
โดยคณะตุลาการได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีแถลงเพิ่มเติมเป็นเอกสาร และให้นายกฤตยชญ์ ศิริเขต ตุลาการผู้แถลงคดีที่อยู่นอกองค์คณะ ได้แถลงความเห็นส่วนตัวที่ไม่ผูกพันต่อการวินิจฉัยขององค์คณะซึ่งเห็นว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะมีคำวินิจฉัย และเห็นว่ารมว.กลาโหม มีอำนาจในการแก้ไขข้อความใน สด.43 ได้ ซึ่งคดีดังกล่าวเห็นว่า องค์การอนามัยโลก และทางการแพทย์ไทย มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกันแต่ยังไม่มีการเปลี่ยนสภาพอวัยวะ ไม่ถือว่าเป็นโรคจิตถาวร ซึ่งรวมไปถึงผู้กินฮอร์โมนเพื่อทำให้มีสภาพร่างกายมีหน้าอกคล้ายเพศหญิงนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายชั่วคราว ยังสามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แต่หากผู้ที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกันได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายก็จะถือว่าบุคคลนั้นเป็นโรคจิตถาวร
โดยในกรณีของนายสามารถและพวกนั้นยังไม่ได้มีการเปลี่ยนสภาพร่างกายไปเป็นหญิงจึงไม่ถือว่าเป็นโรคจิตถาวรตามความเห็นของแพทย์ ดังนั้นการลงความเห็นของรมว.กลาโหม ในใบสด.43ของนายสามารถ เมื่อเข้ารับการคัดเลือกทหารกองเกินปี 2548 ว่า นายสามารถจัดอยู่ในประเภทกลุ่มคนทุพพลภาพ เป็นโรคจิตถาวร จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะนายสามารถยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย จึงมีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้รมว.กลาโหม แก้ไขจากคำว่า “โรคจิตถาวร”เป็นคำว่า “กระเทย” โดยให้มีการดำเนินการเปลี่ยนแปลงข้อความภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา จากนั้นตุลาการเจ้าของสำนวนได้นัดคู่กรณีมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 ก.ย. ในเวลา 10.00น.
ด้านนายสามารถ กล่าวหลังฟังคำแถลงของตุลาการผู้แถลงคดีว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจ แต่ขอรอฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 ก.ย.ก่อน หากเหมือนกับตุลาการผู้แถลงคดีก็น่าจะมีผลต่อการผลักดันเปลี่ยนแปลงกฎกระทรวง ที่มีการดำเนินการกันตั้งแต่ปี 2549จนถึงขณะนี้ และทราบว่าจะมีการใช้คำว่า “ สภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” แทน แต่ยังไม่ได้ส่งเรื่องไปยังครม.เพื่อให้มีการแก้ไข ทั้งนี้การการเข้ารับฟังการพิจารณาคดีวันนี้ก็ได้มีการเครือข่ายความหลากหลายทางเพศจำนวน ประมาณ 20 คนมาให้กำลังใจโดยได้มีการกางร่ม 7 สีหลายคัน ที่เป็นสัญลักษณ์ขององค์กรสีรุ้งด้วย.







