posttoday
ทองคำทรัพย์สินที่วันนี้ทุกคน..ควรมี

ทองคำทรัพย์สินที่วันนี้ทุกคน..ควรมี

30 สิงหาคม 2554

เดือน ส.ค. 2554 ดูเหมือนจะเป็นเดือนแห่งความโชคร้ายของนักลงทุนในตลาดทุนและตลาดเงิน

เดือน ส.ค. 2554 ดูเหมือนจะเป็นเดือนแห่งความโชคร้ายของนักลงทุนในตลาดทุนและตลาดเงิน

โดย..วีรพงษ์ ชุติภัทร์ 

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกทำสถิติตกต่ำเป็นประวัติการณ์อีกครั้งหนึ่ง นักลงทุนต่างพากันเทขายหุ้นที่ตนถืออยู่ราวกับการหนีตาย ทุกคนพยายามดิ้นรนไปหาทรัพย์สินที่ปลอดภัยที่สุดที่พวกเขาพอจะไขว่คว้าได้ การนำทรัพย์สินมาเปลี่ยนเป็น “ทองคำ” จึงดูเสมือนว่าจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่จะพอต้านทานพายุเศรษฐกิจได้ โดยมีข้อสนับสนุนดังนี้

1.อิทธิพลที่ตกต่ำลงของพันธบัตรสหรัฐ

ปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐมีมานานแล้ว โดยพบว่าเดือน พ.ค. 2554 สูงถึง 14.32 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 98% ของผลผลิตมวลรวม (GDP) ของสหรัฐ ซึ่งอยู่ที่ 14.66 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นหนี้ต่างประเทศประมาณ 4.45 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 31% ของหนี้ทั้งหมด โดยมีเจ้าหนี้รายใหญ่ๆ ได้แก่ ธนาคารชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และอังกฤษ เป็นต้น

ปัญหาที่หนักหนากว่านั้น คือ รัฐบาลสหรัฐจะต้องเพิ่มเพดานการก่อหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา มิฉะนั้นแล้วสหรัฐอาจจะต้องผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรก สองพรรคใหญ่ คือ เดโมแครตและรีพับลิกัน ที่ต่างก็มีคนของตนอยู่ในสภาผู้แทนและวุฒิสภา ต่างก็รู้ดีที่จะต้องให้เสร็จสิ้นภายในเวลาดังกล่าว แต่กลับต่อรองผลประโยชน์ของตนจนวินาทีสุดท้าย และการขยายเพดานการก่อหนี้ก็เสร็จในวันสุดท้ายจริงๆ ทำให้รอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ไปอย่างหวุดหวิด

“เอสแอนด์พี” สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก จึงได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐจาก AAA ไปสู่ AA+ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยให้เหตุผลว่าสภาคองเกรสและคณะผู้บริหารที่นำโดยประธานาธิบดีโอบามาต่างใช้ “ความพยายาม” ที่ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาเสถียรภาพในการขับเคลื่อนหนี้สาธารณะในระยะกลางของประเทศ และส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐต้องด้อยค่าลงในสายตาชาวโลก

2.เงินลงทุน...จะไหลไปที่ไหน?

ด้วยเหตุผลข้างต้น ตลาดเงินจึงมีแนวโน้มที่จะไม่เข้าไปลงทุนในพันธบัตรของสหรัฐ คำถามต่อมาคือ แล้วเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้จะไปที่ไหน? โดยเหตุผลของนักลงทุนทั่วไปในยามที่ตลาดมีความผันผวนสูง...เงินจะพยายามไหลไปที่ที่มีความปลอดภัยสูงสุด นั่นคือทองคำ เงินฟรังก์สวิส และเงินเยน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนักค้าเงินและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ก็จะรับรู้ถึงความรู้สึกนี้เช่นกัน และจะเข้าไปเก็งกำไรดักหน้าด้วยการซื้อทอง หรือเงินสกุลแข็งดังกล่าว

มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่หนีไปลงทุนในพันธบัตรของออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือแคนาดา ซึ่งก็จะพบกับปัญหาสภาพคล่องและความผันผวนอยู่ดี นักลงทุนจำนวนมากพบว่าหลังจากซื้อพันธบัตรเหล่านี้ไปแล้ว ก็ไม่สามารถขายคืนจำนวนมากๆ ได้ ดังนั้นทองคำจึงเป็นทรัพย์สินที่สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดในปัจจุบัน สังเกตได้จากธนาคารกลางของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ซื้อทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี โดยซื้อทองคำรวมน้ำหนัก 25 ตัน จากตลาดทองคำโลกในช่วงเดือน มิ.ย.และ ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความผันผวนของตลาดเงินโลก

3.การใช้ทฤษฎีเคนส์แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (Keynesian Approach)

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ที่เชื่อว่าการที่เศรษฐกิจเกิดตกต่ำอย่างรุนแรง ปัญหาการว่างงานจะเลวร้ายตามมา ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อหยุดยั้งการทรุดตัวของเศรษฐกิจ และเพื่อให้เกิดการจ้างงานต่อไปให้ได้ (จากบทความ “ครัวของโลก... ยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องทำ...วันนี้ !!” โพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 26 ก.ค. 2554)

ในปัจจุบันหลายประเทศได้พากันใช้ทฤษฎีของเคนส์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สหรัฐเองก็ได้ออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing QE) ไปแล้วถึง 2 ครั้ง โดย QE1 อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบสูงถึง 2.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน QE2 ก็ใส่เงินเข้าไปในระบบอีก 0.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ การทำ QE ทั้งสองครั้งเพื่อเข้าไปซื้อตราสารทางการเงินต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยสภาพคล่อง และพยายามผลักดันเม็ดเงินให้ไปสู่การลงทุนในการผลิตสินค้าและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น แต่การจ้างงานก็ยังไม่ดีขึ้น...และสหรัฐเองก็กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะทำ QE3 หรือไม่?

ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็ประกาศที่จะรับซื้อพันธบัตรยูโรโซน หลังจากเกิดความผันผวนในตลาดเงินและทำให้พันธบัตรสเปนและอิตาลีถูกเทขายออกมาในตลาดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง...ธนาคารกลางยุโรปก็คงจะต้องใช้เงินในการรับซื้อเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเกือบทุกประเทศต่างแก้ไขปัญหาด้วยการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบอย่างมหาศาล และจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อในทุกประเทศที่ใช้นโยบายดังกล่าว การถือทองคำ...จึงเกือบจะเป็นสิ่งเดียวในขณะนี้...ที่ปัญหาเงินเฟ้อไม่สามารถทำให้ทองคำด้อยค่าลงได้ (อ่านประกอบในกราฟฟิก)

4.ทองคำ...ทรัพย์สินที่วันนี้ทุกคน...ควรมี

จากบทความของ Bob Chapman ที่ลงในวารสาร International Forecaster ฉบับเดือน ส.ค. 2554 พบว่า ในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ค่าของทองคำและโลหะเงิน (Silver) เมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลหลักทั่วโลก 11 ประเทศจะให้ผลตอบแทนที่สูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สังเกตได้จากกราฟแสดงราคาทองคำจาก 267.50 เหรียญสหรัฐ ไปสู่ 1,663.40 เหรียญสหรัฐต่อทรอยออนซ์ ภายในระยะเวลา 10 ปี

Goldman Sachs วาณิชธนกิจชื่อดังของโลก ได้คาดการณ์ว่าสหรัฐมีแนวโน้มที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงไปอยู่ในระดับ AA ภายในสองปีข้างหน้า หากไม่สามารถตัดลดค่าใช้จ่ายงบประมาณได้ตามแผนที่สัญญาไว้กับสภาคองเกรสได้ ดังนั้นราคาทองคำจึงมีแนวโน้มที่จะขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้น Goldman Sachs คาดว่าราคาทองคำจะแตะระดับ 1,730 เหรียญสหรัฐต่อทรอยออนซ์ภายใน 6 เดือน และจะแตะระดับ 1,860 เหรียญสหรัฐภายใน 1 ปี

“ทองคำ” เป็นสิ่งที่ปรารถนาของทุกคนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน Christopher Columbus ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า “Gold is a treasure, and he who possesses it does all he wishes to in this world, and succeeds in helping souls into paradise.” แปลตามความว่า “ทองคำเป็นสมบัติชนิดหนึ่ง มันสามารถเปลี่ยนคำปรารถนาให้เป็นความจริงได้ และมันยังสามารถส่งวิญญาณขึ้นไปบนสวรรค์ได้”

ฟังแล้ว...หลายคนอาจคิดว่า...เป็นไปไม่ได้ แต่ในเวลานี้มีอีกหลายคนคิดว่า... “ทองคำ” ส่งวิญญาณขึ้นสวรรค์ได้จริงๆ

 

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย