
“รถตำรวจเก๊” เกลื่อนเมือง บช.น.พบมีเป็นร้อย สั่งกวาดจับหวั่นรถสายตรวจหมดความขลัง
บรรดาพวกที่ปรับแต่งรถตัวเองให้เหมือนรถตำรวจนั้นมีอยู่หลากหลายจำพวก บางกลุ่มแต่งไว้ใช้นำขบวนให้กับรถยนต์พรรคพวกของตัวเอง
บรรดาพวกที่ปรับแต่งรถตัวเองให้เหมือนรถตำรวจนั้นมีอยู่หลากหลายจำพวก บางกลุ่มแต่งไว้ใช้นำขบวนให้กับรถยนต์พรรคพวกของตัวเอง
โดย...วัสยศ งามขำ
แสงไฟวับวาบที่สาดส่องสีแดงวับๆ อยู่บนหลังคารถยนต์ที่ติดสัญลักษณ์ตราโล่ที่พบเห็นอยู่ตามถนนทั่วไป อาจไม่ใช่รถตำรวจสายตรวจอย่างที่ชาวบ้านหลายคนคิด นับเป็นเรื่องประหลาดที่ตำรวจตรวจสอบพบว่ามีรถยนต์นับร้อยคันในเมืองหลวง ที่ตกแต่งเลียนแบบรถตัวเองให้เหมือนกับรถยนต์ตำรวจในสังกัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งที่คนที่อยู่ภายในรถอาจจะคนธรรมดาที่ชอบวางฟอร์มเป็นคนในเครื่องแบบ จึงไม่แปลกเลยที่ช่วงนี้ตำรวจจะกวดขันกับรถยนต์นอกกฎหมายประเภทนี้ เพราะพวกเขาเกรงว่ามีความเป็นไปได้ที่รถยนต์ประเภทนี้จะเป็นต้นเหตุของการก่ออาชญากรรม
“ผมว่าคนพวกนี้มันกึ่งๆ โรคจิต กึ่งๆ เป็นพวกชอบกร่างน่ะครับ มันทำให้สังคมสับสน ปกติรถตำรวจจริงๆ ไม่ค่ยเปิดสัญญาณไฟ หรือไซเรนอยู่แล้ว แต่พวกนี้มันชอบ เปิดแล้วก็ขับรถวิ่งเร็วๆ แล้วชาวบ้านก็ด่า ที่ด่าน่ะด่าตำรวจนะ ไม่ได้ด่าพวกมัน เพราะเขาก็คิดว่ารถพวกนี้มันเป็นรถตำรวจ มันปลอมเหมือนมาก” พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) แสดงความเห็น หลังจากที่เขาออกคำสั่งให้ตำรวจจราจรทั่วกรุงเทพฯ เข้มงวดกวดขันจับกุมรถยนต์ที่ติดไซเรนเลียนแบบรถตำรวจ
ถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่า ภาณุ และบรรดาสีกากีของแท้ กำลังหัวเสีย หลังจากที่พบว่าตำรวจได้รับการร้องเรียนกรณีนี้ผ่านเว็บไซต์ “จราจรตาเพชร” www.trafficpolice.go.th มาแล้วมากว่า 50 เรื่อง และมันกำลังหลั่งไหลมาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในช่องทางร้องเรียนของเว็บไซต์ดังกล่าว
ทั้งนี้เหตุการณ์ที่สะท้อนภาพการออกมากวดขันของตำรวจครั้งนี้ได้ดีน่าจะเป็น คดีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 โดย บีม-ศรัณยู ประชากริช ดาราและนักจัดรายการวิทยุชื่อดังก่อเหตุขับรถตำรวจในขณะเมาสุราแล้วเกิดอุบัติเหตุก่อนขับหลบหนี เหตุเกิดที่บริเวณหน้าโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เขตดุสิต โดยรถยนต์คันดังกล่าวที่ดาราคนนี้ขับเป็นรถฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ประตูขาว ติดสัญลักษณ์ตราโล่คล้ายรถตำรวจ มีไซเรนติดบนหลังคา ดูแล้วไม่ต่างกับรถยนต์ของตำรวจนครบาลแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันตำรวจยังตรวจค้นในรถพบปืนขนาด .22 จำนวน 1 กระบอกพร้อมกระสุน มีด สปาต้า 1 ด้าม และกุญแจมือ 1 คู่ อีกด้วย
หรือก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 ตำรวจนครบาล 9 จับกุมผู้ต้องหารวม 9 คน ใช้รถตู้อาสาสมัครของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตกแต่งเหมือนรถยนต์ของเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ติดไซเรนครอบวงจร ไปขนยาบ้ารวม 24,200 เม็ด โดยมีอาวุธปืนขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน 30 นัด ผู้ต้องหาทั้งหมดยังสารภาพด้วยว่าใช้รถตู้คันนี้รับส่งยาบ้าให้เอเย่นต์ใน จ.ราชบุรี เป็นประจำ เพื่ออำพรางและตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้เข้าตรวจค้น
ทั้งสองเหตุการณ์รวมทั้งเรื่องร้องเรียนต่างๆ ทำให้ ภาณุ ต้องประชุมร่วมกับ กองบังคับการตำรวจจราจร เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เขาเปิดฉากเล่าให้ฟังว่า ในความเป็นจริงแล้วรถยนต์ที่จะติดสัญญาณไฟได้นั้นจะต้องได้รับอนุญาต โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย รถยนต์ที่ติดไฟสีแดงได้ คือ รถตำรวจ หรือ ทหาร ส่วนติดไฟสีน้ำเงิน-แดง คือ รถพยาบาล ส่วนรถยนต์ฉุกเฉินประเภทอื่นๆ เช่น รถของ กทม. รถของมูลนิธิกู้ภัยต่างๆ หรือ รถของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จะติดได้เฉพาะไฟสีเหลืองเท่านั้น แต่ตอนนี้มีรถชาวบ้านจำนวนมากที่หันมาติดไฟสีต่างๆ โดยเฉพาะสีแดง ที่สำคัญรถที่ติดสัญญาณไฟพวกนี้กลับขับรถประมาท หวาดเสียว และผิดกฎจราจร ซึ่งคนทั่วไปก็มักจะมองว่าตำรวจทำผิดเสียเอง ที่สำคัญคนร้ายอาจจะใช้เป็นพาหนะใช้ก่อเหตุแล้วหลบหนีได้
“วิธีการปลอมรถบ้านให้เป็นรถตำรวจมีหลายแบบครับ ส่วนมากคนพวกนี้จะติดสัญลักษณืตราโล่ที่ประตูด้านข้างทั้งสองด้าน แล้วติดไซเรนบนหลังคา บางคันทำสีขาวดำให้เหมือนตำรวจนครบาลด้วยก็ยิ่งเหมือนตำรวจเข้าไปใหญ่ หรือบางคันก็ติดเสาวิทยุให้สูงๆ หลายต้น ในขณะที่บางรายติดคำว่า Police ไว้ที่กระจกหน้าหรือกระจกหลัง หรือบางคันก็เขียนอะไรบางอย่างที่ให้ดูแล้วเหมือนตำรวจเข้าไปด้วย เช่น หน่วยเฉพาะกิจเสือดำ หรือไม่ก็เป็นพวกตัวเลขสัญลักษณ์ให้ดูเป็นเหมือนนามเรียกขานของตำรวจทางวิทยุ คำพกนี้แหละครับ พวกเขาชอบ มันเหมือนตำรวจ และชาวบ้านทั่วไปก็เข้าใจแบบนั้น” ภาณุ อธิบายวิธีการให้ฟัง
ภาณุ บอกว่า บรรดาพวกที่ปรับแต่งรถตัวเองให้เหมือนรถตำรวจนั้นมีอยู่หลากหลายจำพวก บางกลุ่มแต่งไว้ใช้นำขบวนให้กับรถยนต์พรรคพวกของตัวเอง บางกลุ่มติดเพื่อโก้หรูดูเหมือนคนในเครื่องแบบและป้องกันการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือบางกลุ่มที่แย่กว่านั้นคือตกแต่งรถให้เหมือนตำรวจเพื่อใช้ในการกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็น ขนแรงงานต่างด้าว หรือค้ายาเสพติด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก นอกจากนี้ปัญหาอีกอย่างที่ค้ำคอตำรวจอยู่คือบรรดาอาสาสมัครบรรเทาภัยต่างๆ ที่ตกแต่งรถยนต์ของตัวเองด้วยไซเรนหลากสี และเปิดไฟวิ่งยามค่ำคืน
“พวกอาสาสมัครเหล่านี้แหละที่น่าเป็นห่วง เพราะการขับรถด้วยความเร็วสูงอาจจะเกิดอุบัติเหตุเสียเองก็ได้ ซึ่งในส่วนนี้ผมก็ได้ประสานกับมูลนิธิหลักๆ ไปแล้วไม่ว่าจะเป็นร่วมกตัญญู และป่อเต็กตึ๊ง ว่าให้ใช้ไฟสีเหลืองตามกฎหมาย แต่พวกเขาก็บอกว่าสีเหลืองมันไม่ขลัง คนขับรถไปค่อยหลบก็เลยต้องติดสีแดง เราก็อะลุ่มอะหล่วยมาตลอดเพราะถือว่าทำงานบริการสังคม แต่ในส่วนของบรรดารถอาสาฯ ที่ส่วนใหญ่เป็นรถกระบะแต่งซิ่งติดไซเรนนั้นก็คงต้องกวดขันกันมากขึ้น” ภาณุ กล่าว
ภาณุ กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ได้รับเรื่องการร้องเรียนผ่านเว็บไซต์มาแล้วกว่า 50 ราย ซึ่งเมื่อได้รับร้องเรียนมาตนก็จะตรวจสอบทะเบียนว่าเป็นรถของใคร จากนั้นก็จะให้ตำรวจท้องที่ไปตามถึงที่พัก แล้วจับปรับพร้อมกับแนะนำให้ถอดไซเรนออก โดยที่ผ่านมาสามารถจับกุมไปได้แล้ว 11 ราย ส่วนที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้พวกที่ถูกจับส่วนใหญ่มักจะอ้างว่าติดไซเรนไว้เพื่อความสวยงาม ขณะที่บางคนก็อ้างว่าติดเอาไว้เพื่อบริการสังคม โดยบางคนก็ไม่รู้ว่าการติดไซเรนเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษกำหนดอยู่ด้วย
ทั้งนี้ปกติแล้วการติดไซเรนได้นั้นจะต้องได้รับอนุญาตจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีอายุครั้งละ 3 ปี หากไม่ได้รับอนุญาตจะถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท แต่ถ้าติดแล้วเปิดแสงไฟซึ่งถือว่ามีการใช้ด้วยนั้นจะมีความผิดเพิ่มขึ้นอีกกระทงคือ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ส่วนกรณ๊ที่รถยนต์บางคันมีการติดเครื่องหมายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็จะมีมีความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายราชการ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ภาณุ บอกด้วยว่า ได้ประสานเรื่องนี้ไปยัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วเพื่อกำชับสั่งการให้ตำรวจกวดขนกับรถยนต์พวกนี้ทั่วประเทศ เนื่องจากในต่างจังหวัดก็พบว่ามีรถยนต์ของ อบต. แทบทุกคันติดสัญญาณไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วนำไปรับจ้างขับนำขบวน ซึ่งถือว่ามีความผิด และทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นรถของทางราชการ ส่วนของ บช.น. นั้น ตนได้กำชับให้ตำรวจจราจรทุกท้องที่จับปรับรถยนต์พวกนี้ในอัตราสูงสุด โดยเฉพาะพวกที่ติดเครื่องหมายตำรวจที่รถก็จะส่งฟ้องศาลทุรายโดยไม่มียกเว้น
“ไม่น่าเชื่อนะครับ ตำรวจจราจรก็ไม่กล้าไปยุ่งกับรถยนต์พวกนี้ เพราะเขากลัวว่าเป็นรถ “ผู้ใหญ่” ส่วนใหญ่ก็จะปล่อยผ่านเลยไป ทำให้คนพวกนี้ยิ่งได้ใจเปิดไซเรนวิ่งกันเป็นว่าเล่น ผมคิดว่าหากปล่อยไว้ต่อไปตำรวจคงหมดความขลัง รถติดไซเรนก็ไม่มีความหมาย ทุกวันนี้ชาวบ้านก็แทบไม่หลบรถตำรวจอยู่แล้ว คงต้องกวาดล้างครั้งใหญ่กันสักครั้ง” ภาณุ ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเอื้อมระอา







