
การแถลงนโยบาย
เรียบร้อยโรงเรียนปูแม้วไปแล้ว สำหรับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีปูจ๋าต่อรัฐสภา
เรียบร้อยโรงเรียนปูแม้วไปแล้ว สำหรับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีปูจ๋าต่อรัฐสภา
โดย..สมผล ตระกูลรุ่ง
ใครเป็นหุ่นยนต์ ใครเป็นนายกฯ ตัวจริง ใครเป็นองครักษ์พิทักษ์นายหญิงคนเล็ก ใครเป็นไอ้ถ่อย–ไอ้กุ๊ยข้างถนนที่ได้ใส่สูท ใครเป็นสมุนรับใช้ที่จงรักภักดี คงได้เห็นกันไปแล้ว
บรรยากาศการแถลงนโยบาย มีการตอบโต้กันตามปกติของสภาไทยที่มีการถ่ายทอดโทรทัศน์ และก็ยังคงรักษาความอัปยศที่สภาล่มเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบโดยความตั้งใจ
การแถลงนโยบายครั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ดีมาก เพราะท่านมีหน้าที่เพียงอ่านนโยบายให้จบเท่านั้น ซึ่งท่านสามารถทำได้สำเร็จ ส่วนการชี้แจงเป็นเรื่องของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง นายกฯ ไม่เกี่ยว ยิ่งมีดอกเตอร์ทางกฎหมายอย่างเป็ดเหลิมอยู่ข้างกาย ที่ท่านมีลีลาบัญญัติศัพท์ใหม่ๆ ให้กับสภา ที่โด่งดังใช้มาจนทุกวันนี้ คือ องครักษ์พิทักษ์ชวน
วันนี้ ท่านเฉลิม ก็บัญญัติศัพท์ใหม่ คือ การที่ไม่ต้องทำตามที่พูดหาเสียงไว้ก็ได้ เพราะเป็นเทคนิคการหาเสียงของนักการเมือง
คุณเฉลิมท่านรู้กฎหมาย ท่านรู้ว่า การพูดว่าจะไม่รับตำแหน่ง หากฝั่งธนฯไม่ได้สส. นั้น ไม่ใช่นโยบาย จะไม่ทำตามก็ไม่ผิดอะไร และตอนที่พูด ท่านก็ไม่ได้สาบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ จึงไม่ต้องทำตามก็ได้ ถ้าจะเป็นคำมั่นของลูกผู้ชาย ท่นก็ให้คำมั่นกับคนฟังการปราศัยเท่านั้น คนอื่นไม่เกี่ยวนี่แหละครับ มาตรฐานนักการเมืองไทย
นอกจากคุณเฉลิมจะโดดเด่น แสดงบทบาทได้ประทับใจเสี่ยดูไบแล้ว ความเก๋าของคุณชวน หลีกภัย ก็ต้องพูดถึง
คุณชวนใช้คารมมีดโกนอาบน้ำผึ้ง สะกด สส.สว.ในสภาให้เงียบกริบ ฟังคุณชวนอภิปรายอย่างนุ่มนวลตามสไตล์ และด้วยความเป็นนักกฎหมาย ถึงไม่ใช่ด๊อกเตอร์ แต่ก็รู้ดีว่า จะพูดเรื่องอะไรให้เข้าประเด็นที่กำลังอภิปรายอยู่ อภิปรายถึงนโยบายความมั่นคงที่เกิดในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยได้พาดพิงถึงคุณทักษิณ ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงชายแดนใต้มาจนทุกวันนี้
ฟังอย่างไรก็เข้าประเด็น เพียงแต่เป็นการพูดพาดพิงถึงบุคคลอื่นที่ไม่ได้อยู่ในสภา (แต่มีโคลนนิ่งและลิ่วล้อบริวาร ทั้งขุนพลทั้งทหารเลว อยู่เต็มสภา) การอภิปรายเรื่องนี้ คุณชวนสามารถอภิปรายโดยไม่ระบุชื่อก็ได้ เพียงแค่ถ้อยคำบางคำ ก็รู้แล้วว่าเป็นใคร เช่น โจรกระจอก แต่คุณชวนก็คือคุณชวน ที่อาศัยโอกาสในการอภิปราย สะบัดมีดโกนจนคุณทักษิณเลือดโชก กลายเป็นผู้ร้ายในทันที
ที่น่าสมเพชเวทนาเป็นอย่างมาก คือ คนบางคนทนไม่ได้กับการพูดพาดพิงถึงคุณทักษิณ ทำราวกับเป็นญาติโกโหติกา เป็นญาติผู้ใหญ่ หรือเป็นผู้ให้ชีวิต ให้ความเป็นคนกับคนเหล่านั้น จะว่าไปแล้ว มีญาติโดยตรงที่เป็นสายเลือดของคุณทักษิณ นั่งเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในสภาด้วย เธอยังไม่มีปฏิกิริยา(ภายนอก)อย่างไรเลย
นอกจากไม่ได้เป็นญาติโกโหติกากับคุณทักษิณแล้ว คุณทักษิณก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคเพื่อไทย ตามที่คุณยิ่งลักษณ์ยืนยันตลอดมา แต่คนเหล่านี้ กลับทนฟังการตำหนิคุณทักษิณไม่ได้
สมมุติว่า มีการพาดพิงถึงคนอื่นว่า เป็นนักโทษหนีคุก เป็นคนโกงบ้านโกงเมือง เป็นคนไม่มีจริยธรรม หลบหนีภาษี จะมีใครในสภามีอาการทุรนทุรายเหมือนหมาขี้เรื้อนถูกนำร้อนหรือไม่
การแถลงนโยบายจบลงด้วยความบอบช้ำของสภา ประธานรัฐสภาเองก็เสียรังวัดไปพอควร
การแถลงนโยบายของรัฐบาล เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ที่บัญญัติว่า “คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามมาตรา 75 โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ภายใน 15 วันนับจากวันเข้ารับหน้าที่ และเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปีตามมาตรา 76
ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้”
ในมาตราดังกล่าว มีถ้อยคำที่เป็นสาระสำคัญ 2 คำ คือ “เข้าบริหารราชการแผ่นดิน” กับ “วันเข้ารับหน้าที่” ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีความหมายต่างกัน
วันเข้ารับหน้าที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 175 ว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์
คณะรัฐมนตรีจึงมีสิทธิเข้ารับหน้าที่ หลังถวายสัตย์ปฏิญาณเสร็จ โดยปกติก็คือในวันถวายสัตย์ปฏิญาณนั่นเอง เพียงแต่ต้องหลังเสร็จพิธีเท่านั้น แต่ก็ยังทำงานไม่ได้
ส่วนการเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ก็คือการทำงานตามอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรี ซึ่งต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่แถลงไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178
การที่รัฐธรรมนูญห้ามคณะรัฐมนตรีทำงานก่อนแถลงนโยบาย คงเป็นเพราะต้องการให้สภาสามารถตรวจสอบได้ว่า คณะรัฐมนตรีทำงานตามนโยบายที่แถลงไว้หรือไม่ หากยังไม่แถลง จะรู้ได้อย่างไรว่าที่ทำไปนั้นเป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้
รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้เพียงประการเดียว คือ หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้ ซึ่งหมายความว่า ทำได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
การขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกวีซ่าให้คุณทักษิณของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะถือเป็นการปฏิบัติงานหรือไม่ ถ้าใช่ เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นการทำผิดกฎหมาย
การขอถอดถอนเป็นเรื่องของสภา แต่การทำงานโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ในขณะที่เข้ารับหน้าที่เป็นรัฐมนตรีโดยสมบูรณ์แล้ว จะถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ถ้าใช่ ก็จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ตามกฎหมายอาญามาตรา 157
แต่กระบวนการยุติธรรมจะไปถึงหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเมื่อเพื่อไทยมีอำนาจ อะไรๆ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมด้วย ก็เปลี่ยนไป เหมือนบุญพาวาสนาส่ง
ดูอย่างคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีคุณหญิงพจมาน ก็ยังกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
วันนี้ อะไรๆ ก็เปลี๋ยนไป๋







