posttoday
ความท้าทายในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

ความท้าทายในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

29 สิงหาคม 2554

โครงการที่ท้าทายที่สุดโครงการหนึ่งของรัฐบาลคือ การแก้หนี้นอกระบบ

โครงการที่ท้าทายที่สุดโครงการหนึ่งของรัฐบาลคือ การแก้หนี้นอกระบบ

โดย..กรณ์ จาติกวณิช 

สุดท้ายเราสามารถช่วยโอนหนี้จากนอกระบบเข้าสู่ระบบธนาคารได้ถึงเกือบ 5 แสนคน เฉลี่ยหนี้คนละประมาณ 1 แสนบาท ทำให้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้ถึงอย่างน้อยคนละประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน จากเงินของนายทุนมาเป็นเงินในกระเป๋าคนยากคนจนแทน และที่สำคัญคือ เขาเหล่านี้สามารถเข้ามาอยู่ในระบบการเงินได้ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้มีความเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้นในสังคม

ส่วนการลดภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิต บัตรเงินสด ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้ทำต่อจริงๆ ภาระของลูกค้าธนาคารกลุ่มนี้ถือว่าหนักมาก เมื่อเทียบกับความเสี่ยง

และผมเชื่อว่าลูกค้าที่ดีต้องมาชดเชยความเสียหายจากลูกค้าไม่ดี ส่วนหนึ่งก็เพราะธนาคารไม่ระมัดระวังเพียงพอก่อนที่จะออกบัตรให้กับลูกค้า กฎธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ธนาคารจะอนุมัติวงเงินเกินห้าเท่าของเงินเดือนไม่ได้ แต่ปรากฏว่ามีการออกบัตรมากกว่าหนึ่งใบให้กับผู้ถือบัตร ระบบนี้ทำให้ลูกค้าที่ดีเสียเปรียบครับ และทันทีที่เราออกนโยบายช่วยเหลือก็พบว่าผู้ออกบัตรเริ่มเสนอเงื่อนไขการชำระดอกเบี้ยที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าของตนทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าหนีมาใช้สิทธิตามนโยบายของรัฐบาล

เหล่านี้คือความตั้งใจของเราในการที่จะกระตุ้นให้มีการแข่งขัน และในทุกกรณีเราก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การแข่งขัน เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้กับประชาชนผู้เป็นผู้บริโภค

นโยบายช่วยเหลือประชาชนทั้งหมด มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือประชาชนทุกภาคส่วน แต่ปัญหาของประชาชนที่เป็นเกษตรกรนั้น เป็นปัญหาที่เราได้ทุ่มเทในการแก้ไขมากที่สุด ถ้าดูจากภาพรวม ประชากรเกือบครึ่งของประเทศเป็นเกษตรกร และประชากรกลุ่มนี้มีส่วนแบ่งในรายได้ของประเทศเพียงไม่ถึง 10% ถ้าดูอย่างนี้ก็จะทำให้สรุปได้ว่าเราต้องเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร หรือไม่เราก็ต้องลดจำนวนเกษตรกรลง คือสนับสนุนให้เขาไปทำอย่างอื่น โดยปกติธรรมชาติของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ จะทำให้จำนวนเกษตรกรในระยะยาวลดลงอยู่แล้ว เมื่อลูกหลานชาวไร่ชาวนามีการศึกษาที่ดีขึ้น และเลือกที่จะมีอาชีพอื่น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบริการ แต่ในจังหวะนี้การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรต้องถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น เกษตรกรคืออาชีพที่คนอื่นทุกคนพึ่งพา และในขณะเดียวกันเป็นอาชีพที่เสี่ยงสูงสุด (ดิน ฟ้า อากาศ โรค และราคาพืชผล) แต่ก็มีผลตอบแทนต่ำที่สุดอีกต่างหาก ก็คือ High risk – Low return และเป็นอย่างนี้เสมอมา

รัฐบาลเราจึงได้ผลักดันที่จะป้องกันความเสี่ยงจากราคาพืชผลตกต่ำ และจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นด้วยโครงการประกันรายได้เกษตรกร และโครงการประกันภัยพืชผล การยกเลิกโครงการประกันรายได้เพื่อกลับไปใช้ระบบจำนำ ผมถือว่าเป็นแนวความคิดที่จะสร้างความเสียหายและทำลายโอกาสของชาวไร่ชาวนามากที่สุด เพราะการแทรกแซงในตลาดสินค้าเกษตรโดยตรงโดยรัฐจะบิดเบือนประโยชน์ให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดรัฐบาลมีโอกาสรับประโยชน์มากที่สุด

ส่วนการประกันภัยพืชผลนั้น เราเพิ่งมีโอกาสริเริ่มโครงการหลังจากที่ได้พยายามผลักดันเรื่องนี้มานาน ผมได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะชักชวนประมาณ 10% ของชาวนาทั้งหมด ให้เข้าโครงการนี้ให้ได้ในปีนี้ซึ่งเป็นปีแรก และหวังอย่างยิ่งว่ารัฐบาลใหม่จะสนับสนุนต่อไป

ในอนาคตผมมั่นใจว่า โครงการนี้จะเป็นโครงการที่ส่งผลต่อความมั่นคงของเกษตรกรได้ทันทีและตลอดไป

มองจากมิติทางการเมือง โครงการอย่างเช่นการประกันภัยพืชผลนั้นไม่หวือหวา เพราะเป็นโครงการสนับสนุนให้มีการป้องกัน ซึ่งต่างจากการลดแลกแจกแถมที่มีเมื่อมีความเสียหายแล้ว แต่โครงการนี้หมายถึงความมั่นคงที่ยั่งยืนกว่า อย่างไรก็เป็นโครงการที่ควรต้องสนับสนุนครับ

การช่วยเหลือเกษตรกรคงจะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่มีการเอ่ยถึงการช่วยเหลือเรื่องหนี้สิน

“Mob” เกษตรกรทั้งจริงและเทียม (ม็อบจัดตั้งที่ชาวบ้านถูกหลอกมามีเยอะจริงๆ ครับ) แทบทุกม็อบจะร้องเรียนเรื่องหนี้สิน เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือเรื่องหนี้นอกระบบเป็นเกษตรกร ส่วนหนี้สินของเกษตรกรที่เป็นหนี้เรื้อรังอยู่ที่กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรนั้น ก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างเด็ดขาดโดยรัฐบาลเรา ซึ่งมีผลไปถึงลูกหนี้ NPL ของ ธ.ก.ส. ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ อีกประมาณ 5 แสนคนด้วย

ที่สำคัญคือ การช่วยเหลือของเราในทุกกรณีอยู่บนเงื่อนไขว่า “เราจะช่วยท่าน ถ้าท่านพร้อมต่อสู้เพื่อช่วยตัวเองด้วย” อย่างเช่นในกรณีหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เราบอกว่าเราจะปรับโครงสร้างให้ชำระหนี้ครึ่งหนึ่งใน 15 ปี และเมื่อลูกหนี้ชำระครึ่งหนึ่งได้แล้วตามระยะเวลาที่กำหนด เราก็จะยกอีกครึ่งหนึ่งให้

แนวคิดนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดการ “ยกหนี้” หรือ “พักหนี้” ให้เฉยๆ ครับ คะแนนเสียงอาจจะได้น้อยกว่า แต่ผมมั่นใจว่าจะทำให้ลูกหนี้เข้มแข็งกว่า และเป็นประโยชน์ต่อระบบโดยรวมมากกว่าด้วย

กลุ่มสุดท้ายที่รัฐบาลเราให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ คือ กลุ่มที่เราเรียกโดยรวมว่า “ผู้ใช้แรงงานอิสระ” กลุ่มนี้ใหญ่มากครับ ประมาณ 26 ล้านคน ซึ่งรวมถึงชาวไร่ ชาวนา แท็กซี่ แม่ค้า แม่บ้าน ทุกๆ คนที่มีอาชีพแต่ไม่มีนายจ้าง เมื่อไม่มีนายจ้างก็ไม่มีสวัสดิการ โดยเฉพาะในเรื่องบำเหน็จบำนาญ และในช่วงที่เราแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ เราก็พบว่ามีลูกหนี้จำนวนมากที่เข้าไปสู่วัฏจักรการเป็นหนี้เพราะมีเหตุสะดุดในขั้นตอนชีวิต เพราะเนื่องจากหาเช้ากินค่ำอยู่แล้ว เมื่อป่วยเจ็บล้มไข้ ทำงานไม่ได้ ขาดรายได้ จึงต้องกู้ยืม

ในโครงการ “ประชาวิวัฒน์” เราจึงได้หยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องมีมาตรการแก้ไข และเราก็มีข้อสรุปให้มีการแก้กฎหมายประกันสังคม ทำให้ผู้ใช้แรงงานอิสระสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตน โดยมีรัฐบาลช่วยจ่ายเบี้ยประกันให้ส่วนหนึ่งได้ เพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์ก็ปรากฏว่ามีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 5 แสนคน และผู้ใช้แรงงานกลุ่มนี้ก็จะได้เงินชดเชยในกรณีป่วย ทุพพลภาพ หรือตาย และจะมีบำเหน็จเป็นเงินก้อนอีกด้วย

แต่ผมคิดว่าที่จะมีผลต่อพฤติกรรมและความมั่นคงในชีวิตมากที่สุดให้กับผู้ใช้แรงงานอิสระ คือ “กองทุนการออมแห่งชาติ” กองทุนนี้มีกฎหมายรองรับเช่นเดียวกัน และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถออมได้โดยที่รัฐบาลจะสมทบเงินออมให้ทุกเดือน เงินในบัญชีนี้จะได้รับการค้ำประกันโดยรัฐบาล และจะจ่ายกลับคืนมาในรูปของบำนาญเมื่อสมาชิกถึงวัยเกษียณ ทั้งสองเรื่องนี้คือการแก้มาตรา 40 พ.ร.บ.ประกันสังคม และการออก พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ ถือว่าเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชนที่เสียเปรียบและเสียโอกาส และเป็นสิทธิที่เมื่อได้แล้วก็จะอยู่กับเขาอย่างถาวรตลอดไป

นอกจากสองเรื่องนี้ รัฐบาลก็ได้มุ่งที่จะช่วยให้โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินโดยผู้มีอาชีพอิสระเป็นไปได้โดยง่ายมากยิ่งขึ้น ประชาชนกลุ่มนี้จะเสียเปรียบเพราะนอกจากจะไม่มีหลักประกันที่จะใช้ในการกู้ยืมแล้ว ก็จะไม่มีหลักฐานรายได้ประจำอีกด้วย การเข้าถึงแหล่งเงินจึงเป็นไปได้โดยยาก

ในโครงการ “ประชาวิวัฒน์” เราจึงได้ตอบโจทย์นี้ กระทรวงการคลังได้สนับสนุนให้ธนาคารของรัฐเน้นในการช่วยให้อาชีพอิสระมีที่พึ่งทางการเงินอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น “ธนาคารประชาชน” ของออมสิน “ธนาคารชุมชน” ของ ธ.ก.ส. หรือแนวคิดการจัดตั้งธนาคารไปรษณีย์เพื่อเป็นที่พึ่งของชาวรากหญ้า ส่วนในโครงการประชาวิวัฒน์ เราได้ลงลึกเพิ่มเติมเพื่อหาทางออกให้กับสามอาชีพอิสระนำร่อง คือ แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ และพ่อค้าแม่ค้า โดยใช้หลักการรวมตัวเพื่อความเข้มแข็งเป็นหลักประกันแทนทรัพย์สิน หรือสลิปเงินเดือน

การยึดหลัก “โอกาส” ต้องเท่าเทียมกัน ถือเป็นหลักปฏิบัติสำคัญที่สุดของรัฐบาลเราตลอด 23 ปีที่ผ่านมา และผมมองว่าเป็นวิธีการช่วยประชาชนให้พ้นจากการเป็น “รากหญ้า” ที่ต้องพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ตลอดไป 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท