
พลิกโฉม ตม. สกัดอาชญากรข้ามชาติ
การเปิดประตูบ้านสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมีขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้านี้
การเปิดประตูบ้านสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมีขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้านี้
โดย.. วัสยศ งามขำ
การเปิดประตูบ้านสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมีขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้านี้ ทำให้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เป็นหน่วยงานแรกของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่เริ่มขยับสับขาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
นั่นไม่ใช่เป็นเพราะเป็นด่านแรกต้องเร่งรองรับการเปิดโลกไร้พรมแดนเท่านั้น แต่ปัญหาใหญ่อีกอย่างคือ การเฝ้าระวังภัยจากอาชญากรข้ามชาติที่ย่อมแฝงตัวมากับการเปิดพรมแดนเสรีด้วยเช่นเดียวกัน
แม้หลักการพื้นฐานของอาเซียนเชื่อว่าการรวมตัวกันสร้าง “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( ASEAN Economic Community : AEC )” จะเป็นทางออกสำคัญที่ดีที่สุดที่จะนำพาชาติสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ ไปสู่ทางเลือกและทางรอดที่แข็งแกร่งในอนาคตระยะยาว
แต่สิ่งหนึ่งที่ตำรวจไทยกริ่งเกรงกลับจับจ้องไปที่การถ่ายทอดอาชญากรข้ามพรมแดนจากทั่วโลกที่อาจจะเล็ดลอดเข้าไทยได้ง่ายขึ้น ปลายปีนี้ตำรวจ ตม. จึงเริ่มปรับตัวครั้งใหญ่ในการกรองคนเข้าประเทศ เพื่อป้องกันอาชญากรรมไม่คาดฝัน ทั้งในส่วนของตัวบุคคลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ตำรวจหนุ่มหัวก้าวหน้าอย่าง พล.ต.ต.วิสนุ ปราสาททองโอสถ รองผู้บัญชาการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ถูกวางตัวให้เป็นหนึ่งในทีมยุทธศาสตร์ของคณะทำงาน เพื่อเตรียมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 กำลังกังวลว่า การเปิดแบบเสรีจะยิ่งเปิดทางให้การไหลเวียนของกลุ่มคนร้ายรูปแบบต่างๆ ระหว่างชาติคล่องตัวยิ่งขึ้น หากไม่มีภูมิคุ้มกันประเทศที่แข็งแรง มหันตภัยนานาชนิดจะมารวมศูนย์กันในไทย
เขามองว่า การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนถือเป็นงานหนักของ สตม. เนื่องมาจากทุกวันนี้มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของ “อาชญากรรมต่างชาติ” ที่ถือเป็นมะเร็งกัดกร่อนประเทศอยู่ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น แก๊งเยอรมัน แก๊งเงินดำ แก๊งปากีฯ แก๊งลูกหมู และอื่นๆ ซึ่งคนร้ายเหล่านี้มักก่อคดีด้านยาเสพติด ฟอกเงิน ฉ้อโกง ปลอมแปลงเอกสาร และมีพฤติกรรมเป็นมาเฟีย
นอกจากนี้ภัย “การก่อการร้าย” ยังเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะมีการระบุให้ไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมาย เพื่อหาแนวร่วมกลุ่มต่อต้านรัฐบาล โจมตีสถานฑูตและอากาศยาน รวมถึงการพัฒนารูปแบบการก่อการร้ายที่ใช้เด็กเข้าโจมตีแบบพลีชีพ
จากตัวเลขการเพิ่มขึ้นของแรงงานต่างด้าวจาก 2.9 แสนคน เพิ่มเป็น 2 ล้านคน ซึ่งสูงถึง 7 เท่า ในช่วง 15 ปี (2540–2554) เป็นสัญญาณการทะลักเข้าไทยที่เพิ่มขึ้นของแรงงานต่างด้าวอย่างล้นหลาม ในรูปของ “แรงงานผิดประเภท” ที่แฝงตัวมาในรูปนักท่องเที่ยว ที่มีการซื้อขายส่งออกในรูป “การค้ามนุษย์” จนสหรัฐมีรายงานปี 2554 ยกให้ไทยเป็นประเทศที่เฝ้าจับตามองด้านการค้ามนุษย์ (กลุ่ม2) ในฐานะต้นทาง ทางผ่าน และปลายทาง
จากปัญหาต่างๆ การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงไม่ใช่เรื่องหมู และ สตม.เองก็ต้องสร้างประตูแห่งชาติที่แข็งแกร่ง และต้องสามารถให้คำตอบแก่สังคมได้ว่า จะสร้างความปลอดภัยในอนาคตได้แค่ไหน
ทั้งนี้ สตม.จึงเริ่มที่จะปรับตัวแล้วทันทีปลายปีนี้ ด้วยการนำระบบ “Auto Channel” มาใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อลดช่องทางและลดเวลาในการเดินทางเข้าออกประเทศ เพราะด้วยวิธีการนี้ผู้โดยสารระหว่างประเทศไม่จำเป็นต้องผ่านตำรวจ ตม. เหมือนเช่นเคย
“Auto Channel” เป็นการนำระบบเทคโนโลยีชีวภาพแบบ Biometric Finger Print มาใช้พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและการเก็บข้อมูลหนังสือเดินทางด้วย Passport Reader มาใช้ตรวจคนเข้าออกประเทศในกลุ่มที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเริ่มจากคนไทยหรือเจ้าหน้าที่ทูตก่อนในระยะแรก ในช่องตรวจหนังสือเดินทางแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ตีตราประทับ ทำให้มีเจ้าหน้าที่เหลือพอไปเพิ่มการตรวจในช่องทางสำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นอาชญากรแทนได้
อีกหนึ่งโครงการที่เข้าข่ายเป็นตำนานเนื่องจาก สตม.รอคอยมานานถึง 8 ปี เพราะถูกแช่แข็งนิ่งไว้ตั้งแต่ไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ในที่ประชุม APEC เมื่อปี 2546 คือ โครงการระบบส่งข้อมูลและตรวจสอบผู้โดยสารล่วงหน้าอัตโนมัติ ( APP : Advance Passenger Processing / API : Advance Passenger Information ) ซึ่งชาติอื่นเขานำระบบนี้ไปใช้พัฒนารุดหน้าไปแล้ว แต่ไทยเรายังติดในเรื่องข้อกฎหมาย
พล.ต.ต.วิสนุ ซึ่งเคยคร่ำหวอดในวงการตำรวจระดับสากล บอกว่า โครงการนี้มีความจำเป็นอย่างมาก จึงขุดขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ล่าสุด พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ ผบช.สตม. ได้มอบให้เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เข้าพบทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง
พร้อมทั้งนำ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้เพื่อปลดเงื่อนปมทางกฎหมาย บังคับให้สายการบินส่งรายชื่อผู้โดยสารให้ตำรวจ ตม.ตรวจสอบก่อนที่จะเดินทางเข้าประเทศ หากเป็นเช่นนี้จะสามารถตรวจสอบผู้โดยสารเบื้องต้นได้ก่อนและปฏิเสธการเข้าประเทศได้เลยตั้งแต่ยังไม่ทันขึ้นเครื่องบิน ทำให้ง่ายต่อการสกัดกั้นอาชญากรจากทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวครั้งใหญ่ของ สตม.ครั้งนี้ ต้องสนองความต้องการทั้งเรื่องความมั่นคง (Security) และการอำนวยความสะดวก (Service) ถือเป็นก้าวแรกของ ตม.ที่จะใช้เทคโนโลยีรองรับการเปิดเสรีแบบพลิกโฉม นับเป็นบันไดขั้นแรกที่คนไทยจะมีโอกาสได้สัมผัสอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2555 ไม่น้อยหน้าสนามบินอื่นๆ ทั่วโลก ที่สำคัญเชื่อว่าจะสามารถสกัดกั้น “อาชญากรข้ามชาติ” ได้ดีอีกด้วย







