
ดันกรมพลศึกษาคืนชีพสำเร็จ ที่ประชุมท้วงปรับเปลี่ยนภารกิจ
ครม.อนุมัติเปลี่ยนชื่อสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการกลับเป็นกรมพลศึกษา
ครม.อนุมัติเปลี่ยนชื่อสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการกลับเป็นกรมพลศึกษา
นาย ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่าครม. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อ “สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว” เป็น “กรมการท่องเที่ยว” พ.ศ...และร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อ “สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ” เป็น “กรมพลศึกษา”พ.ศ....รวมจำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป
อย่างไรก็ตามกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้ทำการสำรวจความเห็นของผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงาน ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ต้องการใช้ชื่อ “กรมการท่องเที่ยว” 98.63 % และต้องการใช้ชื่อ “กรมพัฒนาการท่องเที่ยว 19.37% และต้องการใช้ชื่อ “กรมพลศึกษา” ถึง 98 % และเลือกใช้ชื่อ “กรมพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ” 2 %
ทั้ง นี้สำหรับร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พ.ศ.... และร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พ.ศ.... ที่ประชุมครม.เห็นควรให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตาม มติครม.เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.49 ซึ่งสาระสำคัญนั้นได้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งของผู้อำนวยการสำนักงานฯ เป็นอธิบดีกรมฯ
ก่อนหน้านี้ในการประชุมครม. เมื่อวันที่ 9 ก.พ. กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเคยเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าครม.แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ขอให้ถอนกลับไปพิจารณาใหม่ เนื่องจากการปรับเปลี่ยนชื่อหน่วยงานแล้วจะต้องมีการปรับปรุงภารกิจการทำงานด้วยหรือไม่
แหล่งข่าวจากที่ประชุมครม.วันนี้ เปิดเผยว่า นายกฯได้ย้ำในที่ประชุมว่า การปรับเปลี่ยนชื่อจะต้องไม่มีผลกกระทบต่อการเพิ่มบุคลากร งบประมาณ ซึ่งนายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวยืนยันว่าไม่มีการเพิ่มงบประมาณ บุคลากร ทั้งนี้การเปลี่ยนชื่อสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการกลับไปเป็นกรมพลศึกษา ก็จะต้องเปลี่ยนภารกิจจากที่เคยเน้นด้านส่งเสริมวิชาการ เป็นหน่วยงานปฏิบัติ
ที่ประชุมยังได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย โดยคุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกา ได้เสนอว่าเมื่อกระทรวงเสนอร่างพระราชกฤษฏีกาเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน และต้องปรับเปลี่ยนภารกิจซึ่งจะต้องออกกฎกระทรวงรองรับ จำเป็นต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) ก่อน ในที่ประชุมที่ประชุมจึงมีมติให้ส่งเรื่องให้ ก.พ.ร.พิจารณาจากนั้นส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฏีกาดำเนินการต่อไป







