
SWFไทยแลนด์
แว่วๆ มาว่ารัฐบาลไทยชุดปัจจุบันมีแนวคิด
แว่วๆ มาว่ารัฐบาลไทยชุดปัจจุบันมีแนวคิดที่จะจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง
แห่งชาติขึ้น หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sovereign Wealth Fund ซึ่งเรียกกันสั้นๆ ว่า “เอสดับเบิลยูเอฟ” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นบริษัทในรูปแบบของรัฐบาล แต่จะบริหารเหมือนเอกชน หลายประเทศที่มีเงินคงคลังเหลือเฟือในโลกมักจะจัดตั้งกองทุนนี้ขึ้นเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ
กองทุนประเภทนี้ที่คนไทยรู้จักกันดีก็มีอยู่เยอะ เช่น กองทุนจีไอซี (Government of Singapore Investment Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทจัดการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ กองทุนเทมาเซก ก็ใช่ นอกจากนั้นที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ก็มีกองทุน Abu Dhabi Investment Authority ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นกองทุนเอสดับเบิลยูเอฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ
วัตถุประสงค์ของการตั้งกองทุนเหล่านี้ขึ้นมาก็เพื่อความคล่องตัวของรัฐบาลประเทศนั้นๆ ในการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศในรูปของเอกชน เราได้ยินบ่อยๆ เช่น กรณีที่จีไอซีเข้าไปลงทุนในธนาคาร และสถาบันการเงินในสหรัฐในช่วงวิกฤตสหรัฐที่ผ่านมา
หรือไม่ว่าจะเป็นกองทุนจากตะวันออกกลางที่เข้าไปถือสินทรัพย์ขนาดใหญ่ในสหรัฐ เช่น กองทุนดูไบเวิลด์ ที่เคยไปลงทุนในบริษัทการท่าเรือของสหรัฐ จนเกิดกระแสต่อต้านกันในสหรัฐนั่นแหละครับว่ากองทุนพวกนี้บางทีก็เข้าไปลงทุนในกิจการที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศนั้นๆ มากเกินไป
ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของประเทศที่จัดตั้งกองทุนประเภทนี้คือต้องมีทุนหนา มีเงินคงคลังเยอะ และกล้าที่จะเสี่ยง และเหนืออื่นใด การบริหารจัดการกองทุนต้องมีระบบธรรมาภิบาลสูง มีความโปร่งใส เพราะถือว่าเอาเงินของชาติไปเดิมพัน
และผมก็มองว่าประเด็นนี้แหละครับที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับการบริหารกองทุนประเภทนี้ คงไม่ต้องสาธยายกันมากมายว่าสิงคโปร์ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความโปร่งใสมากเพียงใด เขาจึงกล้าที่จะตั้งกองทุนประเภทนี้ขึ้นมาถึง 2 กองทุนใหญ่ และเดินหน้าลงทุนไปทั่วโลกไม่เฉพาะแม้แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับประเทศไทย แนวคิดเรื่องการจัดตั้งกองทุนประเภทนี้ถือว่าน่าสนับสนุนครับ เพราะตามชื่อก็บอกแล้วว่าจัดตั้งขึ้นมาเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ
แต่แค่คิดก็เสียวอยู่ลึกๆ เพราะระบบธรรมาภิบาลของไทยนั้นขึ้นชื่อลือชาไม่น้อยว่าย่ำแย่มากเพียงใด
เพราะอย่าลืมว่า การจัดตั้งกองทุนประเภทนี้คือการเอาเงินของชาติ นำเงินภาษีของประชาชน ไปสร้างความเสี่ยงให้กับคนทั้งประเทศ
ซึ่งกี่ยุคกี่สมัยที่ผ่านมา คำว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ไม่เคยห่างหายไปจากรัฐบาลไทยแม้แต่ครั้งเดียว
แล้วใครจะกล้าเสี่ยงด้วยครับ!







