
นโยบาย"ปู"เปลี๊ยนไป๋...?
ประมวลภาพรวมการชี้แจงนโยบายรัฐบาล2วัน หลายด้านยังก้ำกึ่งว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ ขณะที่บางส่วนต้องยกเลิกไป
ประมวลภาพรวมการชี้แจงนโยบายรัฐบาล2วัน หลายด้านยังก้ำกึ่งว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ ขณะที่บางส่วนต้องยกเลิกไป
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาตลอดทั้ง 2 วันที่เพิ่งผ่านพ้นไปนับว่ามีความเข้นข้นไปด้วยเนื้อหาสาระและการตอบโต้วิวาทะอย่างดุเดือดตามที่มีการคาดการณ์เอาไว้ เพียงแต่ว่าอาจมีบางฝ่ายไม่พอใจกับท่าทีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มากนักเพราะปล่อยให้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯแสดงบทบาท "นายกฯเงา" ตอบแทนนายกฯตัวจริงเกือบทุกเรื่อง
สำหรับในส่วนของฝ่ายค้านได้ถล่มจุดอ่อนของรัฐบาลด้วยกันเพียรพยายามจี้ถามว่า "นโยบายหาเสียงจะเป็นจริงได้หรือไม่" ซึ่งเป็นคำถามของคนทั้งประเทศที่เลือกและไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยกำลังเฝ้ารอเสียงสวรรค์จากรัฐบาลอยู่อย่างใจจดใจจ่อ
ทั้งนี้ เมื่อประมวลภาพรวมของการอภิปรายที่ผ่านมาสามารถแบ่งท่าทีของรัฐบาลที่มีต่อนโยบายของตัวเองออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ 1.ยืนยันเดินหน้าทำแน่นอน 2.กำกึ่งว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ 3.ยกเลิกไม่มีการดำเนินการ
กลุ่มที่ 1 นโยบายยืนยันเดินหน้าทำแน่นอน
นโยบายกลุ่มนี้จัดอยู่ในหมวดที่รัฐบาลให้ความมั่นใจและกรอบเวลาว่าจะทำแน่นอน ความชัดเจนในนโยบายส่วนนี้ คือ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550" โดยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ประกาศว่ารัฐบาลจะแก้ไขแน่นอนด้วยการให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 99 คน ซึ่งจะเริ่มได้ภายในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ (21ธ.ค.2554-21เม.ย.2555) เช่นเดียวกับท่าทีจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ยืนยันเดินหน้า "โครงการรับจำนำราคาสินค้าเกษตร" แทนระบบประกันราคา
ขณะที่ ทั้งนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน และ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ยินยันจะแสวงหาความร่วมมือกับภูมิภาคอาเซียนเพื่อพัฒนาความมั่นคงพลังงาน โดยคำยืนยันที่ออกมาหลังจากนางอานิก อัมระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสอบถามถึงความชัดเจนในเรื่อง "ความมั่นคงทางด้านพลังงานการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ระหว่างไทย-กัมพูชา"
นอกจากนี้ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ยืนยันต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า เด็นการเก็บภาษีหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะดำเนินการต่อไปตามหน้าที่ ภายหลังสส.พรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง สอบถาม
กลุ่มที่ 2 นโยบายกำกึ่งว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่
จัดอยู่ในกลุ่มนโยบายที่รัฐบาลให้ความชัดเจนต่อที่ประชุมรัฐสภาว่าจะดำเนินการทำอย่างแน่นอนแต่เป็นลักษณะของการมีเงื่อนไข ทำให้นโยบายในกลุ่มนี้กลายเป็นเป้าถล่มและจุดอ่อนของรัฐบาลที่ให้ฝ่ายค้านไล่ต้อนกลางรัฐสภา ได้แก่ "ค่าแรงขั้นต่ำ 300บาท" เป็นนโยบายหาเสียงที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศเอาไว้
แต่เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลกลับใช้คำว่า "รายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า 300บาท" ทำให้ฝ่ายค้านรุมซักอย่างหนักคำว่า 'รายได้' และ 'ค่าแรงขั้นต่ำ' มีความแตกต่างอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุผ่านการแถลงนโยบาย 44 หน้าแบบมีเงื่อนไขในการได้รับ 300 บาทว่า "อย่างสอดคล้องกับผลิตภาพและประสิทธิภาพของบุคคลากร" เป็นการแสดงให้เห็นว่าการที่บุคคลจะได้รับค่าแรง 300 บาทนั้นมีเงื่อนไขและเป็นคำถามว่าจะได้เหมือนกันทุกคนหรือไม่ ทำให้นายกิตติรัตน์ ต้องชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า "ค่าแรงขั้นต่ำเป็นศัพท์ทางกฎหมายโดยการขึ้นค่าแรงดังกล่าวคณะรัฐมนตรีจะเริ่มศึกษาและดำเนินการให้ได้ภายในต้นปี2555"
ไม่ต่างอะไรกับ ‘เงินเดือนปริญญาตรี1.5หมื่นบาท’ เป็นอีกประเด็นที่ฝ่ายค้านเอามาสอบถามแบบกัดไม่ปล่อยด้วยการเน้นถามว่า "เงินเดือนนี้เฉพาะสำหรับผู้จบปริญญาตรีหรือครอบคลุมผู้จบระดับอาชีวศึกษาด้วยและข้าราชการจะได้อัตรานี้หรือไม่" และเป็นนายกิตติรัตน์ที่ต้องออกแรงชี้แจงว่า "ข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐถ้าจบปริญญาตรีจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ส่วนลูกจ้างที่จบการศึกษาระดับอื่นแต่เทียบเคียงปริญญาตรีนั้น ผู้จ้างหรือรัฐจะพิจารณาความเหมาะสมของรายได้เทียบเคียงกับอัตราของปริญญาตรี"
กลุ่มที่ 3 ล้มเลิกนโยบายและไม่มีแนวคิดในการดำเนินการ
เป็นการให้คำยืนยันจากรัฐบาลว่ามีนโยบายบ้างที่จะล้มเลิกหรือไม่มีแนวคิดที่จะทำให้เป็นรูปธรรม 'นโยบายการยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในการแสดงให้เห็นว่าถ้าดำเนินการตามนี้จะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แต่ที่สุดแล้วน.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศต่อที่ประชุมรัฐสภาว่าไม่ยกเลิกกองทุนน้ำมันแต่จะใช้แนวทางชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแทน
"การที่ได้หาเสียงว่าจะยกเลิกกองทุนน้ำมันนั้น เพราะเห็นว่าขณะนั้นค่าครองชีพสูงมากและเป็นต้นทุนของสินค้าหลายๆอย่าง แต่เมื่อ ได้มาทำงานก็เห็นว่ามีหลายวิธีที่ไม่ต้องยกเลิกกองทุนน้ำมัน เพื่อลดค่าครองชีพ แต่จะลดราคาน้ำมันลงแทน" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
เช่นกันกับความกังขาว่ารัฐบาลจะแก้ไข 'ประมวลกฎหมายมาตรา 112' เกี่ยวข้องกับการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่โดยฝ่ายค้านได้สอบถามถึงความชัดเจนเนื่องจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ เคยให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศในทำนองว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้โดยให้สภาเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯยืนยันชัดว่า "พรรคเพื่อไทยไม่มีแนวคิดแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เรื่องการหมิ่นสถาบัน เพราะนี่เป็นเครื่องมือในการปกป้องสถาบัน พวกผมจะไม่เข้าไปแตะต้องเด็ดขาด"
ปิดท้ายนโยบายถมทะเลที่เป็นประเด็นร้อนในช่วงที่ผ่านมาว่ารัฐบาลจะเอายังไงกันแน่หรือจะแค่ ‘ชักเข้า- ชักออก’ ซึ่งที่สุดแล้วนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกาศว่า “พรรคเพื่อไทยไม่ได้บอกว่า จะถมทะเล เพียงแต่จะขอศึกษา เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่มีผลการศึกษาต่างชาติพบว่า หากเกิดภาวะวิกฤต น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ในอีกไม่กี่สิบปีหน้า น้ำจะท่วมกรุงเทพสูง 70 เมตร”
ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมของการอภิปรายนโยบายตลอด 2 วันที่ผ่านมาและจากวันนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถือว่ามีอำนาจเต็มในการบริหารราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้วส่วนนโยบายทั้งหมดจะเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์







