
ปัดฝุ่นบ้านเอื้ออาทร1แสนหลัง
‘สันติ’ปลุกชีพให้เดินหน้าต่อเคหะฯขอกำหนดเงื่อนไขเอง
‘สันติ’ปลุกชีพให้เดินหน้าต่อเคหะฯขอกำหนดเงื่อนไขเอง
การเคหะฯ รับลูกรัฐบาลเพื่อไทย ปัดฝุ่นบ้านเอื้ออาทร เตรียมผุด 1 แสนหน่วย แต่ขอกำหนดเงื่อนไขเอง
นายวิฑูรย์ เจียสกุล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังจากได้เข้าพบนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้นโยบายว่าพร้อมสนับสนุนให้มีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย ที่คล้ายกับบ้านเอื้ออาทรต่ออีก 1 แสนหน่วย
ขณะที่การเคหะฯ มีนโยบายที่จะทำโครงการบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อยอยู่แล้ว แต่จะต้องมีการปรับเกณฑ์ในการดำเนินการใหม่ทั้งหมด เพราะประสบการณ์จากการทำบ้านเอื้ออาทร ทำให้ทราบถึงจุดอ่อนที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กรในภายหลัง
หากรัฐบาลจะให้ดำเนินโครงการที่คล้ายกับบ้านเอื้ออาทรต่อ การเคหะฯ จะขอเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขเองทั้งหมด ซึ่งนายสันติก็รับทราบ และไม่ได้กำหนดระยะเวลาจบโครงการ โดยให้การเคหะฯ เป็นผู้ทำแผนเสนอกลับไปอีกครั้ง
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจะเปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด เช่น ไม่ตั้งราคาเดียวทั่วประเทศเหมือนในอดีต แต่จะใช้วิธีตั้งราคาตามทำเล พร้อมกับยกเลิกการรับซื้อบ้านคืนจากธนาคาร เพราะวิธีการนี้ทำให้การเคหะฯ ต้องมีภาระในการซื้อคืนเป็นจำนวนมาก โดยขณะนี้รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนเพียงดอกเบี้ยจากบ้านที่ถูกธนาคารยึดคืนประมาณ 6,000 บาทต่อหน่วย
นอกจากนี้ การเคหะฯ จะให้ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถกู้ธนาคารได้มาทำสัญญาเช่าซื้อแทน เพราะที่ผ่านมาการทำเช่าซื้อทำให้การเคหะฯ มีกำไร และเลี้ยงตัวเองได้ดีกว่าส่งลูกค้าให้ธนาคาร แล้วธนาคารส่งลูกค้ากลับมาพร้อมหนี้ที่ต้องซื้อคืน ซึ่งวงเงินในการปล่อยกู้จะมาจากการกู้ธนาคาร และมาจากกำไรจากการขายโครงการบ้านหรูที่ร่วมทุนกับภาคเอกชน
สำหรับการอุดหนุนให้ต่อหน่วยจะใช้เกณฑ์เดิมของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คือ 1.2 แสนบาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นเกณฑ์เดิมตั้งแต่บ้านเอื้ออาทรยุคแรกแล้ว แต่เนื่องจากในยุคดังกล่าว กำหนดจำนวนสูงถึง 6 แสนหน่วย รัฐบาลจึงอนุมัติวงเงินอุดหนุนเพียง 8 หมื่นบาทต่อหน่วยเท่านั้น ส่วนชื่อโครงการอาจจะไม่ใช่ชื่อบ้านเอื้ออาทรเหมือนเดิม เพราะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการซื้อขายใหม่แล้ว
สำหรับโครงการบ้านเอื้ออาทร ปัจจุบันก่อสร้างไปแล้ว 2.5 แสนหน่วย ขายได้แล้ว 1.7 แสนหน่วย เหลือที่สร้างเสร็จแล้วยังขายไม่ได้อีกกว่า 5 หมื่นหน่วย จะทยอยขายในช่วง 1-2 ปีนับจากนี้ และยังมีเหลืออีก 3 หมื่นหน่วยที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ก็จะครบ 2.8 แสนหน่วยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด ซึ่งปรับลดลงมาแล้วจากเดิมที่ต้องสร้าง 6 แสนหน่วย







