posttoday
ราคาอาหารจ่อพุ่ง'เฮดจ์ฟันด์'บุกตลาดเกษตร

ราคาอาหารจ่อพุ่ง'เฮดจ์ฟันด์'บุกตลาดเกษตร

24 สิงหาคม 2554

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนปั่นป่วน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนปั่นป่วนจนเอาแน่เอานอนไม่ได้นี้ ส่งผลให้บรรดานักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่เริ่มมองหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็สามารถทำกำไรตอบแทนกลับมาได้ด้วยเช่นกัน

ทองคำ ดูจะเป็นสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์ข้อนี้ของนักลงทุนได้ดีที่สุด ยืนยันได้จากราคาทองคำโลกในวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่พุ่งพรวดขึ้นไปอยู่ที่ 1,910 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่

ความร้อนแรงของทองส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักรีบออกโรงชูป้ายเตือนกันสลอนว่าให้ระวังเรื่องของฟองสบู่ในทองคำ ที่แม้อาจจะไม่ถึงขั้นแตกดังโพละ แต่ก็มีสิทธิทำให้ทองคำในตลาดด้อยมูลค่าลงมาได้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งกลับมองว่า หลักทรัพย์ที่น่าสนใจและมีช่องทางทำกำไรได้ไม่ด้อยไปกว่าทองคำในขณะนี้ก็คือสินค้าเกษตรที่มีการซื้อขายกันอยู่ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า

หลักฐานชี้ชัดก็คือ ข้อมูลด้านการค้าสินค้าโภคภัณฑ์อย่างข้าวสาลี ถั่ว และน้ำมัน ของคณะกรรมการตลาดซื้อขายล่วงหน้าสหรัฐ ที่ระบุว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์และนักลงทุนส่วนหนึ่งได้เพิ่มการลงทุนใน 11 สินค้าเกษตรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าเมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ 6.7% โดยการเก็งกำไรในถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 25% ขณะที่การเก็งกำไรในข้าวโพดเพิ่มขึ้น 9.6%

ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ อาการตื่นทองของตลาดยังไม่น่าหนักใจและหวาดหวั่นเท่ากับอาการเก็งกำไรในตลาดสินค้าเกษตรของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ของโลกอย่างกองทุนเฮดจ์ฟันด์

ราคาอาหารจ่อพุ่ง'เฮดจ์ฟันด์'บุกตลาดเกษตร

เพราะนั่นหมายถึงสัญญาณเตือนให้ระวังเรื่องราคาอาหารที่มีแนวโน้มแพงอยู่แล้ว มีโอกาสปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปอีกในอนาคต

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทุนเงินหนาอย่างเฮดจ์ฟันด์ และนักลงทุนรายย่อยอีกส่วนหนึ่งเห็นโอกาสในการลงทุนสินค้าเกษตร ก็เพราะเงื่อนไขของสภาพอากาศที่เลวร้ายจนส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรในปัจจุบันที่มีแนวโน้มจะไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการของตลาด จนส่งผลให้ราคาอาหารแพงขึ้น โดยมีปัจจัยคุกคามล่าสุดอย่างภัยแล้งในสหรัฐที่เสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรของสหรัฐได้ปรับลดปริมาณการผลิตข้าวสาลีในตลาดโลกปี 2554 นี้ว่ามีแนวโน้มลดลง 1.5% หรืออยู่ที่ 646 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณความต้องการเพื่อการบริโภคกลับเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 665 ล้านตัน

ด้านสินค้าเกษตรตัวอื่นๆ ที่มีการซื้อขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าอย่างถั่วเหลือง ข้าวโพด หรือน้ำตาล ก็ล้วนมีแนวโน้มผลผลิตลดลงทั้งสิ้น ตามการคาดการณ์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐ

คีธ ฟลูรี นักวิเคราะห์จากโรโบแบงก์ในลอนดอนถึงกับยอมรับว่าสภาพการณ์ที่ผลผลิตจะน้อยลงสวนทางกับความต้องการของตลาดที่นับวันจะเพิ่มขึ้น ได้กลายเป็นเหตุผลให้นักลงทุนมองเห็นช่องทางของผลตอบแทนประเภทซื้อมาถูกแต่ขายได้แพง ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะทำได้แน่หากนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดตราสาร

ทั้งนี้ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติยอมรับว่า สถานการณ์ราคาอาหารของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้ว เนื่องจากปัจจัยทางสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พื้นที่เพาะปลูกตามที่ต่างๆ ของโลก ทั้งจีน ออสเตรเลีย แคนาดา หรือสหรัฐ ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากเท่าที่ควรจะเป็น

แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ที่ว่าเลวร้ายขึ้นไปอีกก็คือการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุน โดยมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือราคาน้ำตาล ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาดประเทศกำลังพัฒนา แต่ราคากลับแพงขึ้นเกินกว่าการคาดการณ์ของเอฟเอโอ เพราะน้ำมือของนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า

เรียกได้ว่า งานนี้คนที่เจ็บตัวก็คือผู้บริโภคทั่วไป แต่คนที่มีแต่ได้กับได้ก็คือ นักเก็งกำไรในตลาด

ดังนั้น แทบไม่ต้องเดาก็รู้ว่า การที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์แห่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า จะทำให้ราคาอาหารในตลาดเริ่มเกิดอาการหนาวๆ ร้อนๆ บ้างแล้ว

เพราะในช่วงที่ดัชนีราคาอาหารของสหประชาชาติพุ่งทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ราคาข้าวโพดในตลาดล่วงหน้าในขณะนั้นเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 68% ขณะที่ถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นแล้ว 37% จนองค์กรความเคลื่อนไหวเพื่อการพัฒนาของโลกต้องออกโรงเรียกร้องให้ทั่วโลกหามาตรการควบคุมไม่ให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรในตลาด

เพราะผู้ที่จะได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดหากราคาอาหารสูงขึ้นก็คือคนจน ที่นับได้ว่ามีสัดส่วนอยู่มากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรโลกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้าว อาหารหลักของโลกอีกประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวเอเชีย จะไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับข้าวสาลี หรือข้าวโพด เนื่องจากยังมีปริมาณการผลิตที่ดีเยี่ยม จนทำให้หลายฝ่ายเบาใจได้เปลาะหนึ่ง

แต่ทว่าบรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มออกอาการวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกอย่างไทยประกาศเดินหน้าใช้นโยบายรับประกันข้าว ซึ่งไม่ว่าจะมองมุมไหนก็มีแนวโน้มชัดเจนว่าจะดันให้ราคาข้าวในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นซ้ำเติมวิกฤตราคาอาหารให้ย่ำแย่หนักขึ้นไปอีก

แน่นอนว่า เมื่ออาหารแพง ปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ก็จะตามมา จนอาจนำไปสู่วิกฤตจลาจลซ้ำรอยเมื่อปี 2551 ก็เป็นได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท