posttoday
ความท้าทายการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

ความท้าทายการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

23 สิงหาคม 2554

วันอังคารนี้จะมีการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในรัฐสภา ในการเลือกตั้งที่ผ่านมามีการแข่งขันด้านนโยบาย

วันอังคารนี้จะมีการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในรัฐสภา ในการเลือกตั้งที่ผ่านมามีการแข่งขันด้านนโยบาย

โดย..กรณ์ จาติกวณิช 

โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจกันมาก ดังนั้นเพื่อเป็นบริบทต่อการติดตามการอภิปราย ผมจึงขอนำเสนอที่มาที่ไปทางด้านเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่แล้ว และความท้าทายในหลายเรื่องที่รัฐบาลปัจจุบันต้องมีการเตรียมการที่ชัดเจน

ศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz ที่เคยได้รับ Nobel Prize ทางเศรษฐศาสตร์ ได้สรุปไว้ในบทความเร็วๆ นี้ว่า ถึงแม้เวลาผ่านไปเกือบสามปีแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปยังไม่ฟื้นตัว เพราะ 1) นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ไม่แรงพอ 2) ธนาคารไม่ได้ถูกบังคับให้ปล่อยสินเชื่อ 3) นักการเมืองไม่ยอมรับความจริง และเขาได้สรุปว่า โอกาสที่จะแก้ไขได้ผ่านไปแล้วและจะไม่กลับมาอีก

ความจริงสหรัฐอาจจะมีวิธีในการแก้ปัญหาได้ เพราะสหรัฐยังมีสถานะที่ต่างจากประเทศอื่น คือ ถึงแม้ว่าฐานะทางการเงินการคลังจะย่ำแย่เพียงใด สหรัฐก็ยังสามารถกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำได้ต่อไป สิ่งที่สหรัฐต้องทำก็คือ กู้เงินมาลงทุนในสิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจและภาคธุรกิจเข้มแข็งได้ในอนาคต

ปัญหาเมื่อ 3 ปีก่อนนั้น สรุปได้สั้นๆ ว่า เป็นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากปัญหาสถาบันการเงินต่างประเทศล่มสลาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าใหญ่ๆ ของเราต้องชะงักงัน ไม่ต่างจากวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดขึ้นที่บ้านเราเองเมื่อปี 2539-2540 ครั้งนี้เราเลยเรียกวิกฤตนี้เป็นวิกฤต “แฮมเบอร์เกอร์” เนื่องจากเริ่มต้นที่สหรัฐ

ผลของ “แฮมเบอร์เกอร์” มีกับเราอย่างรวดเร็ว ไทยเป็นเศรษฐกิจ “เปิด” นั่นคือหมายความว่าเราพึ่งพาการค้าและการลงทุนข้ามแดนมาก ดังนั้นเมื่อคำสั่งซื้อสินค้าไทยหายไปเกือบข้ามคืน เศรษฐกิจเราก็สะดุดอย่างแรง ดัง Chart GDP ที่นำเสนอในไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 และไตรมาสแรกของปี 2552

ส่วนประเทศไทยเองเราผ่านวิกฤตมาได้ เพราะเราเอาจริงกับมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งแรงและเร็ว (จำสมญานาม “เก่งแต่กู้” ได้ไหมครับ?!) และที่สำคัญคือการใช้ธนาคารของรัฐปล่อยกู้ (โปรดดู Chart 1) ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ลังเลที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในปี 2552 ธนาคารของรัฐทั้งหมดอัดฉีดสินเชื่อมูลค่าโดยรวมเกือบๆ 1.5 ล้านล้านบาท เข้าสู่ระบบ ผมเชื่อว่าบทบาทนี้มีผลอย่างมากต่อความอยู่รอดของผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย และต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนการยอมรับความจริง ช่วงที่ผ่านมาก็ต้องบอกว่าเราเห็นชัดว่ามีปัญหา และที่สำคัญหน่วยงานทางเศรษฐกิจทั้งหมดก็เห็นและเข้าใจปัญหาตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และทุกๆ คนที่กระทรวงการคลัง

จีดีพีที่ปรับลดลงสะท้อนการผลิตของเราที่ลดลง และมีผลทันทีกับการว่าจ้าง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คนไทยถูกปลดออกจากงานเดือนละ 56 หมื่นคน หลายเดือนติดต่อกัน มีนักวิชาการออกมาคาดการณ์ว่า อาจจะมีคนว่างงานจากระดับปกติที่ประมาณ 3 แสนคน เพิ่มเป็นถึง 2 ล้านคนได้ ความเร่งด่วนในการทำงาน หมายความถึงการออกนโยบายที่เข้มข้น รวดเร็ว และชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการเพิ่มกำลังซื้อให้คนไทย ผ่านการออกงบฉุกเฉินคืองบประมาณกลางปี การออกนโยบายเฉพาะกิจ อย่างเช่น “ต้นกล้าอาชีพ” เพื่อช่วยนายจ้างด้วย งบประมาณช่วยเหลือการฝึกอบรมลูกจ้าง

พร้อมกันนั้น เราได้วิเคราะห์ว่า รายได้ของรัฐบาลมีโอกาสต่ำกว่าเป้า สืบเนื่องจากเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างแรง เราจึงรับวางแผนต่อเนื่องที่จะต้องกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่ออุดช่องโหว่ และขณะเดียวกันเพิ่มศักยภาพของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพื่อทดแทนเศรษฐกิจต่างประเทศที่ยังซบเซาอยู่ และนั่นคือ “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง” นั่นเอง เดิมทีเราเผื่อไว้โดยรวม 8 แสนล้านบาท แต่สุดท้ายเราได้ใช้ไปยังไม่ครบ 4 แสนล้านบาท เศรษฐกิจก็ฟื้นตัวแล้ว เราจึงยกเลิกการกู้ยืมในส่วนที่เหลือ

ทั้งหมดนี้ต้องฝ่าด่านอุปสรรคมากมาย เพราะพรรคเพื่อไทยคัดค้านเราในทุกๆ ด้าน พยายามถ่วงเวลาด้วยการยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ และการชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยจะล่มสลายด้วยนโยบายของเรา ก็ขอให้ดูสถิติเหล่านี้แล้วกันครับ แทนคำบรรยาย

1.GDP ของไทยทรุดหนักที่สุดในช่วงวิกฤต แต่สุดท้ายแล้วฟื้นตัวเร็วเกือบที่สุดในโลก

2.VAT – นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อของคนไทย ส่งผลชัดเจน วัดได้จากรายได้ VAT ที่คลังเก็บได้ในเดือนแรก หลังออกมาตรการระยะสั้นในเดือน มี.ค.

3.หนี้สาธารณะ – เรากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขาดดุลงบประมาณการออกงบกลางปี และโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ทั้งหมดเราได้กู้ยืมจากคนไทยเท่านั้น โดยที่หนี้ต่างประเทศที่รัฐบาลกู้โดยตรงอยู่ในระดับเพียง 44,000 ล้านบาท (เทียบกับระดับต่ำสุดของทักษิณที่ 1.92 แสนล้านบาท) ส่วนหนี้สาธารณะโดยรวม ไม่เคยเพิ่มกว่า 42.5% และปรับลดลงต่อเนื่องจนอยู่ในระดับที่ 41% ในวันนี้เป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

มาถึงวันนี้ผมกล้าพูดได้ว่า ถ้าเราเดินถูกทาง จังหวะเวลานี้คือโอกาสของเราจริงๆ ตอนนี้เงินไม่มีที่ไปครับ ดังนั้นเงินทุนจะไปสู่ที่ที่มีความมั่นคงและมีผลตอบแทนที่สูงที่สุด และเราต้องพร้อมเพราะเราเองก็มีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่ง ระบบน้ำ และโทรคมนาคม

แต่ที่พูดมานี่คือ “โอกาส” แต่เราจะทำได้จริง “ภาคปฏิบัติ” ต้องพร้อม ประสบการณ์การเป็นรัฐบาลที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า จุดอ่อนที่สุดของประเทศเราคือ การลงมือ และที่มาของปัญหาส่วนใหญ่ก็ยังจะเป็นเรื่องเดิม คือเรื่องผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว เรื่องสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพราะการทุจริตคอร์รัปชัน และทั้งหมดนี้เป็นปัญหาในทุกระดับ คือ การเมือง ราชการ ภาคเอกชน และแม้แต่สื่อมวลชน

ผมพูดไว้ตั้งแต่ตอนยังอยู่ในตำแหน่งว่า 2-3 ปีข้างหน้านี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ ผมยังเชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายเอาจริงเรายังทำได้ แน่นอนที่สุด ภารกิจหลักอยู่ที่ผู้มีอำนาจรัฐ แต่สังคมภาคอื่นก็ไม่ควรโยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้รัฐบาล ภาคเอกชนและราชการต้องกล้าที่จะไม่มีส่วนร่วมในการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อย่าให้ความร่วมมือกับการเอาเปรียบประเทศและประชาชน ไม่ใช่เพียงปากก็ว่าเขา แต่ตัวเองก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาอยู่ด้วย ข้ออ้างที่ให้แก่ตัวเองว่า “ก็จะให้ผมทำอย่างไร ผมไม่เอาคนอื่นก็จะมาทำแทนอยู่ดี”

ผมมั่นใจว่าถ้าเรามีความชัดเจนในเรื่องนี้ เงินลงทุนจากต่างประเทศก็จะพร้อมเข้ามาสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่ประเทศต้องการ แต่เมื่อเขาเห็นปัญหาสัญญาสัมปทานมือถือ ปัญหาดอนเมืองโทลล์เวย์ ปัญหารถเมล์ 2,000 คัน ปัญหาแอร์พอร์ตลิงก์ เขาก็จะกลัวและประเทศเราก็จะเสียโอกาส 

 

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย