
การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา
ท่านผู้อ่านหลายท่านคงกำลังรอชมรอฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 23 ส.ค.นี้
ท่านผู้อ่านหลายท่านคงกำลังรอชมรอฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 23 ส.ค.นี้
โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์
แต่คงมีอีกหลายท่านที่ไม่ได้ให้ความสนใจต่อการแถลงนโยบายครั้งนี้เท่าที่ควร ทั้งที่เป็นเรื่องที่สำคัญและเกี่ยวกับถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของท่านโดยตรง
ถ้าท่านสนใจว่ารัฐบาลมีนโยบายอะไรแถลงต่อรัฐสภาและอยากทำความเข้าใจประเด็นต่างๆ ที่มีการอภิปรายในสภาแทนที่จะนั่งรอชมรอฟังอยู่หน้าจอโทรทัศน์ บางทีนั่งไปนานๆ ก็เบื่อ ท่านลองทำตัวเหมือนกับการไปร่วมประชุมกับเขาด้วย จะเกิดประโยชน์กว่า เพราะเพราะถึงท่านไปเข้าประชุมร่วมกับเขาในสภาไม่ได้ แต่ท่านมีสิทธิประชุมร่วมอยู่ที่บ้านได้ เขาถ่ายทอดการประชุมตั้งแต่ต้นจนจบ
และสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาอภิปรายเหมือนท่านสิ่งที่ท่านควรทำเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมประชุม
คือลองไปค้นหาโบรชัวร์หรือโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของพรรครัฐบาลมาอ่านอีกครั้ง แล้วโน้ตประเด็นต่างๆ ที่เป็นนโยบายหาเสียงไว้เป็นข้อๆ ทั้งนโยบายด้านเศรษฐกิจ ต่างประเทศ การศึกษาและสังคม ฯลฯ ว่าเขาได้เสนอนโยบายอะไรไว้ในการหาเสียง มีเงื่อนไขอะไรหรือไม่ แล้วคอยฟังว่าคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะแถลงนโยบายได้ครบถ้วนตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ ถ้าไม่เพราะมีเหตุผลอย่างใด หรือถ้ามี แต่มีเงื่อนไขมีเหตุผลใด
ตัวอย่างที่ดีได้แก่ การที่ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ซึ่งดูเหมือนว่าท่านจะเป็นหัวหน้าทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย แถลงเตือนรัฐบาลว่า เงื่อนไขในการคืนภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ซื้อรถยนต์คันแรกที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทนั้น พรรคได้หาเสียงไว้ว่าจะคืนภาษีให้คันละ 2 แสนบาท ไม่ใช่ 1 แสนบาทอย่างที่เป็นข่าว ข้อเท็จจริงอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะไม่ได้จำว่าพรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้อย่างใด
กรณีที่ไม่เตรียมข้อมูลไว้ก่อนแล้วจำไม่ได้ ท่านก็รับฟังนโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงแล้วก็ผ่านไป แต่ถ้าเตรียมไว้ก่อนท่านอาจสนุกที่จะรอคอยฟังว่ามีสมาชิกรัฐสภาท่านใดออกมาท้วงติงหรือไม่ และรัฐบาลชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลอาจมีเหตุผลในการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของตนเองก็ได้ อยู่ที่ท่านเองว่าจะยอมรับเหตุผลที่รัฐบาลชี้แจงได้หรือไม่
นอกจากนี้ การเตรียมตัวรับชมรับฟังการอภิปรายเพื่อวิเคราะห์เพื่อหาลักษณะนี้ ท่านต้องทำตัวเป็นคนขี้สงสัยว่ารัฐบาลจะมีแนวทางในการทำงานตามนโยบายที่แถลงอย่างไร ถ้ามีปัญหากฎหมายจะแก้ไขอย่างไร ถ้างบประมาณมีไม่เพียงพอจะทำอย่างไร เป็นต้น
การแค่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ถ้ารัฐบาลทำงานตามนโยบายที่แถลงโดยใช้เงินงบประมาณถึง 23 แสนล้านบาท เป็นเรื่องไม่ดีไม่งาม ไม่เหมาะสม รัฐบาลเตรียมแสวงหาผลประโยชน์จากการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินคงไม่ถูกต้อง ถ้าไม่มีเหตุผลประกอบ เพราะถ้าเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อการสร้างรายได้เข้าประเทศในอนาคตหรือเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ ก็คงไม่เป็นธรรมที่ถูกกล่าวหา
กรณีดังกล่าวในฐานะผู้เข้าร่วมประชุม (ที่บ้าน) ท่านคงต้องคอยฟังว่ารัฐบาลมีเหตุผลอย่างไรที่จะพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าโครงการที่จะทำขึ้นตามนโยบายโดยใช้เงินงบประมาณนับแสนล้านบาทนั้นจะสร้างรายได้เข้าประเทศในอนาคต และสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับราษฎร
เช่นเดียวกัน ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายว่ารัฐบาลกำลังเอาอนาคตของชาติเป็นเดิมพัน โดยทำโครงการประชานิยมใช้เงินมากมายมหาศาล ท่านคงต้องฟังหูไว้หูเช่นกัน และคอยฟังว่าฝ่ายค้านมีเหตุผลอะไรถึงอภิปรายกล่าวหารัฐบาลทำนองนั้น ถ้ามีการอภิปรายในประเด็นนี้จริง เพราะเท่าที่ผ่านมาหลายปีไม่มีรัฐบาลไหนไม่นำเงินงบประมาณแผ่นดินไปจ่ายในโครงการประชานิยมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งและก่อหนี้สาธารณะของประเทศให้เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
ส่วนถ้าเผอิญมีการประท้วงชุลมุนวุ่นวายเหมือนในอดีต หรือเวลามีสมาชิกรัฐสภานักประท้วงหรือนักอภิปรายบางคนลุกขึ้นมาพูดแล้วท่านทนดูไม่ได้ ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่านที่จะกดปุ่มเปลี่ยนช่องไปดูหนังดูละครตามอัธยาศัย ไม่ต้องทนนั่งอยู่ในห้องประชุมเหมือนประธานรัฐสภา เมื่อใดที่เขาประท้วงเสร็จหรืออภิปรายเสร็จท่านค่อยกดปุ่มเปลี่ยนช่องกลับมาดูการอภิปรายต่อก็ได้ อย่าเพิ่งเลิกติดตามการอภิปราย เพราะสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่เตรียมข้อมูลในการอภิปรายมาเป็นอย่างดี
ถ้าท่านมีเวลา ลองหาโบรชัวร์หาเสียงของฝ่ายค้านมาประกอบการรับฟังรับชมการอภิปรายด้วย เพื่อเผลอๆ ท่านอาจได้ฟังการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของตัวเองที่เคยหาเสียงไว้ด้วยเป็นของแถม
ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งในการแถลงนโยบายครั้งนี้คือ การแถลงนโยบายครั้งนี้คือการแถลงนโยบายหรือแนวทางในการหารายได้ของรัฐเพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา
เท่าที่ผ่านมาการแถลงนโยบายของรัฐบาลก็ดี หรือคำแถลงของรัฐบาลในการจัดทำงบประมาณแผ่นดินก็ดี มักจะเน้นให้น้ำหนักเกินกว่าร้อยละ 95 ไปที่ว่ารัฐบาลมีนโยบายจะทำอะไร จะใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินเท่าไร ทำได้เร็วแค่ไหน เมื่อไรเสร็จ ใครได้รับประโยชน์จากการทำโครงการ มีร่องรอยส่อไปในทางไม่สุจริต หรือไม่ราคาแพงเกินไป เสร็จแล้วลงมติรัฐบาลก็ย่อมชนะทุกครั้งไป เพราะเป็นฝ่ายคุมเสียงข้างมากอยู่ในสภา
ความจริงสิ่งที่สำคัญเท่ากันหรือสำคัญยิ่งกว่าการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลคือการหารายได้เข้ารัฐ เพราะถ้ารัฐบาลมีรายได้น้อยกว่ารายจ่ายก็ต้องไปกู้มาใช้จ่าย ถ้ากู้มากเกินไปหนี้สาธารณะสูงขึ้นเกินความพอดี ก็จะทำให้เกิดปัญหาความไม่เชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ การคลังและการเงินของประเทศเหมือนหลายประเทศในยุโรปขณะนี้
ท่านควรติดตามดูว่า รัฐบาลมีแนวทางการหารือนโยบายในการหารายได้อย่างไรให้ทันต่อการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย เพราะนโยบายในการหาเสียงไม่ได้ระบุชัดเจนว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรเพื่อเพิ่มรายได้ ทั้งเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและชดเชยรายได้จากภาษีบางประเภทที่ลดอัตราการจัดเก็บลง เช่น มีการพิจารณาจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
นโยบายของต่างประเทศของรัฐบาลอีกนโยบายหนึ่ง ซึ่งจนถึงบัดนี้ผมไม่แน่ใจว่าสนธิสัญญาต่างๆ ที่หลายรัฐบาลได้ทำไว้กับประเทศเพื่อนบ้านทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนจริงหรือไม่ ถ้าท่านผู้อ่านยังเบลอๆ เหมือนผม ลองคอยติดตามแถลงนโยบายของรัฐบาลและการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านดูก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะสมัยผมเป็นวัยรุ่นเคยร่วมเดินขบวนเรียกร้องคืนเขาพระวิหารกับเขาเหมือนกัน เป็นเรื่องอะไรที่ยังฝังใจอยู่มากพอสมควร
การแถลงนโยบายของรัฐบาลครั้งนี้มีความสำคัญมาก ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังปั่นป่วนและมีโอกาสที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ครั้งร้ายแรงกว่าเดิม
ในฐานะที่ไทยดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรี รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งสินค้าออกไปขายในต่างประเทศ จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจของโลกได้
การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ที่โตขึ้นต่ำกว่าที่ประมาณการไว้โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เป็นสัญญาณเตือนภัยอย่างหนึ่งถึงผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจของโลกต่อเศรษฐกิจไทย เพราะฉะนั้นนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการเสนอแนวทางการนำพาประเทศให้สามารถฟันฝ่าคลื่นลมที่ถาโถมเข้าใส่เรือลำเล็กๆ ไปได้โดยอยู่รอดและปลอดภัย
เพราะฉะนั้น ประชาชนคนไทยจึงควรให้ความสนใจต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลในครั้งนี้อย่างมีสติ โดยยึดเหตุผลและความถูกต้องเป็นที่ตั้ง







