posttoday
ประชานิยมสะท้อนคนไทยไม่รวย

ประชานิยมสะท้อนคนไทยไม่รวย

23 สิงหาคม 2554

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ยกฐานะประเทศไทย

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ยกฐานะประเทศไทย

โดย...ทีมข่าวการเงิน

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ยกฐานะประเทศไทย จากประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ในระดับปานกลางระดับล่างขึ้นสู่ปานกลางระดับสูง ด้วยเหตุผลที่ว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของไทยเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและอัตราความยากจนลดลงเป็นอย่างมาก

การประกาศครั้งนี้ ทำให้ทางฝ่ายการเมืองไชโยโห่ร้องกันยกใหญ่ ว่าได้บริหารประเทศได้ดี เศรษฐกิจโตต่อเนื่อง จนทำให้มีคนอยู่ภายใต้เส้นแบ่งความยากจนลดลง เป็นคนไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว ต่อคน ต่อปี แต่ตัวเลขบ่งชี้ว่าคนไทยรวยขึ้น แต่คนไทยรวยขึ้นจริงหรือ เพราะรัฐบาลยังคงดำเนินโครงการประชานิยม และรัฐสวัสดิการ โดยกเอาเหตุผลคนจนขึ้นมาตลอด ทำให้ชวนคิดว่าคนไทยรวยจริงหรือ

ธนาคารโลกแบ่งกลุ่มประเทศต่างๆ ออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1.กลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งมีรายได้ประชาชาติต่อหัวเฉลี่ยอยู่ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 1,005 เหรียญสหรัฐ เช่น กัมพูชาและพม่า

กลุ่มที่ 2 คือประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างที่มีรายได้อยู่ระหว่าง 1,006-3,975 เหรียญสหรัฐ อย่างเช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

ประชานิยมสะท้อนคนไทยไม่รวย

 

3.กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่มีรายได้ระหว่าง 3,976–12,275 เหรียญสหรัฐ อย่างเช่นจีน มาเลเซีย และไทย ซึ่งมีตัวเลขรายได้ประชาชาติต่อหัวปัจจุบันอยู่ที่ 4,210 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 125,756 บาท)

4.กลุ่มประเทศรายได้สูงที่มีรายได้มากกว่า 12,276 เหรียญสหรัฐ อย่างเช่น สิงคโปร์

5.กลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ที่มีรายได้สูง เช่น สหรัฐและอังกฤษ

กลุ่มประเทศที่ 1 และ 2 นั้น เป็นกลุ่มที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากประเทศที่ร่ำรวยกว่า ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี

การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เพื่อนำเงินไปใช้พัฒนาประเทศในโครงการต่างๆ ซึ่งจะมาในรูปของเงินให้การช่วยเหลือขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) ธนาคารโลก เงินช่วยเหลือของรัฐบาลญี่ปุ่น (เจบิก) ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับความช่วยเหลือ ในรูปเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากแหล่งเงินเหล่านี้ตามความจำเป็นแต่ละยุคแต่ละช่วง

ที่น่าคิดคือ คนไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อคนต่อปี ปีละหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันบาทจริงหรือ หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงจะเห็นว่า ไม่ใช่

เพราะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ขนาดของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของไทยอยู่ที่ระดับ 3.63 ล้านล้านบาท แต่ในขณะนี้ขนาดจีดีพีเกิน 6.5 ล้านล้านบาทไปแล้ว เมื่อเอาจำนวนประชากรทั้งประเทศหารออกมาก็ทำให้ดูเสมือนว่า คนไทยมีรายได้มากขึ้น

ปัญหาของประเทศไทยในขณะนี้ ยังวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ คือจนกระจุก รวยกระจาย จากการเปิดเผยตัวเลขของกระทรวงการคลังเองที่ระบุว่า รายได้ของคนรวย 20% แรก มีสัดส่วนรายได้สูงถึง 54% ของรายได้ของประเทศ ขณะที่คนจน 20% สุดท้ายของประเทศมีรายได้รวมกันเพียง 4.8% ของรายได้รวม มีระยะห่างกัน 11.3 เท่า รายได้ของกลุ่มที่รวยที่สุด สูงกว่ารายได้ของประชากรที่จนที่สุดถึง 12.81 เท่า

หมายความว่าผลผลิตของประเทศไทยที่คิดเป็นเงินได้ 100 บาท ตกเป็นของคนรวยถึง 55 บาท ส่วนคนจน 20% ได้รับรายได้เพียง 4.80 บาทเท่านั้น

ถ้ามาดูตัวเลขบัญชีเงินฝากที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท มีแค่ 1.2% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด แต่คิดเป็นจำนวนเงินถึง 71% ของเงินฝากทั้งระบบ นี่คือภาพความเหลื่อมล้ำในแง่การกระจายรายได้อย่างเห็นได้ชัด

สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ออกมาตอกย้ำความเหลื่อมล้ำการกระจายได้ ที่ระบุว่า การกระจายรายได้ระหว่างกลุ่มประชากร ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีโอกาสและรายได้สูง ทำให้สัดส่วนรายได้ระหว่างกลุ่มคนรวยสุด 10% ของประชากร กับกลุ่มคนจนสุด 10% ของประชากร มีความแตกต่างกันถึง 22.8 เท่า ในปี 2552 แม้รัฐบาลจะพยายามแก้ปัญหาผ่านโครงการต่างๆ กระทั่งคนจนลดลงเหลือ 8.9% ของประชากรทั้งหมด หรือราว 5.8 ล้านคน ในปี 2551 จากที่เคยมีอยู่สูงถึง 42.2% หรือราว 22.1 ล้านคน ในปี 2531

รายงานการเปลี่ยนแปลงของภาวะความยากจนและการกระจายรายได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2531-2552 หากนำข้อมูลระหว่างปี 2531 กับ 2552 มาเปรียบเทียบกันพบว่า ช่องว่างความยากจนในปี 2552 ลดลงเหลือแค่ 1.35% ขณะที่ปี 2531 อยู่ที่ 11.4% ส่วนเส้นความยากจนในปี 2552 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1,586 บาท/คน/เดือน เทียบกับปี 2531 อยู่ที่ 633 บาท/คน/เดือน นอกจากนี้จำนวนคนจนที่เคยสูงถึง 22.1 ล้านคน หรือ 42.21% พอมาถึงปี 2552 ลดลงเหลือ 5.3 ล้านคน หรือ 8.12% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ส่วนครัวเรือนที่ยากจนในปี 2531 มีประมาณ 5,105 ครัวเรือน หรือ 39.08% ปี 2552 ลดลงเหลือ 1,418 ครัวเรือน หรือ 39.08% ของจำนวนครัวเรือนทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยความเหลื่อมล้ำระหว่าง 20% สุดท้ายของกลุ่มคนรวยที่สุด กับ 20% แรกของกลุ่มที่จนที่สุดในปี 2552 อยู่ที่ 11.31 เท่า จาก 11.88 เท่า ในปี 2531

ข้อมูลข้างต้นกำลังบอกว่า การพัฒนาประเทศตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมาได้ทำให้คนจนบ้านเราน้อยลง ชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น แต่ความไม่เท่าเทียม หรือความเหลื่อมล้ำของรายได้แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

ความรวยหรือจนของคนในประเทศมีผลอะไรบ้างในสายตาธนาคารโลก โดยหลักเกณฑ์ของธนาคารโลกจะจัดสรรเงินสำหรับประเทศกำลังพัฒนานั้นจะพิจารณาจากลำดับความจำเป็น ประเทศที่กู้เงินจากเงินกองทุนธนาคารโลก (IBRD) ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง โดยมีรายได้ต่อหัวต่อคนน้อยกว่า 5,185 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่ง 75% ของประชากรที่ยากจนที่สุดในโลกอาศัยอยู่ในประเทศเหล่านี้ ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าและเงินกู้แบบปลอดดอกเบี้ยจากธนาคารโลก เพื่อใช้ในโครงการเพื่อการจัดสรรการบริการขั้นพื้นฐาน สำหรับเงินกู้ในกรณีนี้จะได้รับกำหนดชำระคืนนานถึง 35–40 ปี และได้รับการผ่อนผันการชำระคืนงวดแรกเป็น 10 ปี

ดังนั้น การที่ธนาคารโลกยกฐานะว่าประเทศไทยรวยขึ้น คนไทยรวยขึ้นอาจจะเป็นข่าวดี แต่ก็เป็นดาบสองคมที่จะทิ่มแทงไทย เพราะการที่ธนาคารโลกประกาศยกระดับว่าไทยรวยขึ้น จะมีผลตามมา องค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) มองว่าไทยรวยแล้ว

อาจจะลดความช่วยเหลือการจัดสรรเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ปลอดดอกเบี้ย หรือการให้เปล่า ในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ทั้งด้านระบบสาธารณูปโภค หากไทยรวยไม่จริงแล้ว จะทำให้ไทยเสียโอกาส ในการลดต้นทุนทางการเงิน

ในสายตาของคนในรัฐบาลอาจจะบอกว่า การที่ประเทศไทยรวยขึ้นนั้นดีแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยก็เปลี่ยนสถานะจากประเทศผู้กู้ เป็นให้กู้แก่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า กัมพูชา หรือลาว และยังไม่ได้เป็นหนี้ต่างประเทศมากนัก

แต่รัฐบาลก็ลืมไปว่า แม้เราไม่ได้มีหนี้ต่างประเทศ แต่เรากู้ในประเทศ ก็เป็นหนี้เหมือนกัน

คำว่าไพร่ หรืออำมาตย์ ที่มีการปลุกระดมมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เกิดขึ้นเพราะการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม คนรวยก็รวยล้นฟ้า คนจนก็จนติดดิน

และก็ยังไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลชุดนี้ที่จะแก้ไขปัญหา นอกจากการนำเสนอแต่นโยบายประชานิยมที่แก้ไขปัญหาได้ในระยะสั้นเท่านั้น

ขณะนี้คนไทยกำลังผจญกับปัญหาเงินเฟ้อสูง เงิน 100 บาท ยังซื้อหมูได้ไม่ถึงกิโลกรัม เงินเฟ้อยังคงเป็นตัวการที่ทำให้คนไทยจนลงอีกด้วย ดังนั้นภาพสะท้อนจากธนาคารโลกในการเลือนระดับชั้นประเทศไทย ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่อย่างใด เพราะปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข

อย่าหลงดีใจว่าคนไทยรวยขึ้น เพราะหากรวยจริง “นโยบายประชานิยม” คงใช้ไม่ได้ผลกับคนไทย และเสียงส่วนใหญ่ยังคงเลือกพรรคการเมืองที่สัญญาว่าจะให้

นั่นนี่ มากกว่าพรรคการเมืองที่บอกว่าจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ  
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท