
โจรคู่รักบุกงัดบริษัทปุ้ย-พิมลวรรณ
ตำรวจคาดคนร้ายมืออาชีพมุ่งเอาข้อมูลทางการค้าปุ้ย-พิมลวรรณโอดโดนมา3ครั้งแล้ววอนจับคนร้ายให้ได้
ตำรวจคาดคนร้ายมืออาชีพมุ่งเอาข้อมูลทางการค้าปุ้ย-พิมลวรรณโอดโดนมา3ครั้งแล้ววอนจับคนร้ายให้ได้
เมื่อเวลา 08.30 น. พ.ต.ท.ธีระวุธ พิมพิสัย พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ได้รับแจ้งเหตุบริษัทชัชนัทเก็ตจำกัด เลขที่ 99/2 ถนนเกษตรนวมินทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. ของปุ้ย-พิมลวรรณ หุ่นทองคำ พิธีกรชื่อดัง จึงรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 5 ชั้น พบร่องรอยคนร้ายใช้คีมตัดสายยู และงัดประตูกระจก รวมทั้งกุญแจคล้องหน้าร้าน ตรวจสอบสิ่งของในร้านพบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง กระเป๋าเอกสาร 1 ใบ แว่นกันแดด 1 อัน และเสื้อบริษัทขนาดไซส์เอส จำนวน 4 ตัวถูกขโมยไป ตรวจกล้องวงจรปิดภายในร้านพบว่า คนร้ายเป็นชาย 1 คน และหญิงวัยรุ่น 1 คน เข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 3 โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที
ด้านปุ้ย-พิมลวรรณ กล่าวว่า สำนักงานแห่งนี้เคยถูกคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์แล้วถึง 3 ครั้งในรอบ 1 ปี ครั้งแรก เมื่อช่วงเดือนก.ค.2553 กวาดเอาคอมพิวเตอร์ไป 3 ชุด ซึ่งครั้งนั้นตำรวจ สน.โคกครามจับกุมคนร้ายได้ ครั้งที่2ห่างกัน2สัปดาห์ ผู้ต้องหาเป็นโชเฟอร์แท็กซี่ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นอีกเพียงสองเดือนถูกคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์เงินสด 6,000 บาท และทรัพย์สินจำนวนหนึ่ง ตำรวจจึงได้แนะนำให้ติดตั้งกล้องวงจรปิด 4 ตัว ภายในบริษัท แต่ไม่ได้ติดตั้งที่ประตูทางเข้า
“หลังถูกขโมยขึ้นบ้านมาถึง 3 ครั้ง ก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เพราะตัวเองไม่ได้เป็นห่วงทรัพย์สิน แต่เกรงว่า การที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุม หากมีคนอยู่ในบ้านหรือสำนักงานก็อาจจะเป็นอันตรายได้ จึงฝากถึงตำรวจให้ช่วยดูแลอย่างจริงจัง และมั่นใจจะตำรวจจะจับตัวคนร้ายได้ในที่สุด” พิธีกรชื่อดัง กล่าว
พ.ต.อ.ศราวุธ คำจินดา ผกก.สน.โคกคราม กล่าวว่าจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า เหตุตอนช่วงเวลาประมาณ 04.00 น.คนร้าย 2 คน เป็นชายและหญิง เข้าและออกทางประตูด้านหน้า และได้รื้อค้นทรัพย์สินภายในชั้น 1 และชั้น 3 ท่าทางเหมือนจะเป็นแฟนกัน โดยมีการเตรียมตัวมาอย่างดี มีการสวมถุงมือเพื่อเข้ามาก่อเหตุ ทั้งยังพยายามเอามือปิดกล้องวงจรปิดของอาคาร แต่กล้องยังจับภาพได้ จึงน่าจะไม่ใช่มือสมัครเล่น
สันนิษฐานว่าคนร้ายไม่น่าจะประสงค์ต่อทรัพย์ แต่มุ่งเน้นทางข้อมูลเอกสารทางการค้า เนื่องจากคอมพิวเตอร์ที่ถูกขโมยเป็นมีข้อมูลทางการค้าของบริษัททั้งหมด อย่างไรก็ตามภาพจากกล้องยังมีความไม่ชัดเจนเนื่องจากเป็นช่วงกลางคืนที่ค่อนข้างมืด จึงต้องส่งให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานปรับภาพให้ชัดก่อน เมื่อภาพได้ภาพคนร้ายที่ชัดเจนก็จะส่งให้กับสื่อมวลชนเพื่อหาเบาะแสคนร้าย และติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.







