
‘เอทานอล-แอลพีจี’ป่วนรับรัฐบาลใหม่
เบนเข็มหันส่งออกเอทานอลเอสเอ็มอีลักไก่ใช้แอลพีจีบ้าน
เบนเข็มหันส่งออกเอทานอลเอสเอ็มอีลักไก่ใช้แอลพีจีบ้าน
นโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลทำป่วน ผู้ผลิตเอทานอลหันส่งออก ด้านเอสเอ็มอี แห่ซื้อแอลพีจีครัวเรือนใช้แทน
นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอล เปิดเผยว่า ผู้ผลิตเอทานอลเตรียมเพิ่มสัดส่วนการส่งออกเอทานอลไปต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อชดเชยปริมาณการใช้ภายในประเทศที่อาจลดลงจากมาตรการลดอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันเบนซิน ซึ่งจะทำให้ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ลดลงตามไปด้วย เนื่องจากมีส่วนต่างราคาที่แคบลงไม่จูงใจให้เกิดการใช้
ปัจจุบันมีการใช้เอทานอลเพื่อนำไปผสมผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์อยู่วันละ 1.2-1.3 ล้านลิตร/วัน และอยู่ในระดับทรงตัว ดังนั้นหากราคาแก๊สโซฮอล์ไม่ถูกกว่าน้ำมันเบนซิน อนาคตยอดใช้แก๊สโซฮอล์จะลดลงแน่นอน และผู้ใช้น้ำมันจะหันไปเติมน้ำมันกลุ่มเบนซินแทนเพราะมีราคาที่ใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้ยอมรับว่าการส่งออกเอทานอลของภาคเอกชนยังมีอุปสรรคในเรื่องปริมาณ ซึ่งจะต้องส่งออกในล็อตใหญ่มีปริมาณตั้งแต่ 35 ล้านลิตร เพื่อให้คุ้มกับค่าธรรมเนียมในการขนส่งทางเรือ ในขณะที่ผู้ผลิตเอทานอลแต่ละรายสามารถผลิตได้วันละ 12 แสนลิตร/วัน ดังนั้นก่อนจะส่งออกจำเป็นต้องมีแท๊งเพื่อใช้เป็นที่จัดเก็บเอทานอลไว้ก่อน ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก
สำหรับสถิติการส่งออกเอทานอลในช่วงเดือน ม.ค.เม.ย. 2554 มีปริมาณ 45 ล้านลิตร นับเป็นปริมาณที่สูงเนื่องจากการส่งออกเอทานอลตลอดปี 2553 ก็มีปริมาณเท่ากับ 45 ล้านลิตร โดยคาดว่าหลังจากนี้ผู้ผลิตเอทานอลจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาเอทานอลในต่างประเทศซื้อขายกันอยู่ที่ 2324 บาท/ลิตร ส่วนราคาในประเทศอยู่ที่ 21 ล้านลิตร
“ตอนนี้ทางพลังงานยังไม่ได้ระบุว่าจะใช้มาตรการลดเก็บเงินกองทุนน้ำมันเป็นระยะเวลาเท่าไหร่แต่ก็ทำให้ผู้ผลิตเอทานอลเกิดความเป็นห่วงเช่นกัน แม้เบื้องต้นจะเป็นแค่มาตรการระยะสั้น แต่ที่ผ่านมาภาครัฐก็มีการส่งเสริมเรื่องพลังงานทดแทนมาโดยตลอด ดังนั้นก็ควรจะดำเนินการต่อไป ส่วนจะมีการเพิ่มชดเชยแก๊สโซฮอล์เพื่อทำให้ส่วนต่างราคาเหมือนเดิมหรือไม่ คงต้องรอให้มีการประกาศนโยบายอีกครั้ง ระหว่างนี้เอกชนก็ต้องปรับตัวหันไปส่งออกเอทานอลมากชึ้น” นายสิริวุทธิ์ กล่าว
นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาด กลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) บางรายได้เปลี่ยนมาใช้ถังก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ครัวเรือนขนาด 48 กก.มากขึ้น หลังภาครัฐปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสแรกอีก 3 บาท/กก. ทำให้เริ่มมีสัญญาณว่าถังก๊าซแอลพีจีขนาด 48 กก. แบบ 2 วาล์วของผู้ค้ามาตรา 7 เริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในตลาด
ปัจจุบันถังแอลพีจีขนาด 48 กก. มีการใช้หมุนเวียนอยู่ในตลาดประมาณ 5,000-1 หมื่นใบ เริ่มขาดแคลน ต้องใช้วิธีจองถังก๊าซใหม่นานกว่า 1 เดือน ส่วนร้านค้าที่ทำประกันถังก๊าซไว้ ก็ยังไม่ได้ถังก๊าซใหม่เปลี่ยนทันทีเช่นกัน
ทั้งนี้ หากรัฐบาลยังดำเนินมาตรการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีจนครบ 12 บาท/ก.ก.ตามมติกคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ก็คาดว่าจะมีผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะเลือกมาใช้ก๊าซแอลพีจีขนาดถัง 48 ก.ก.แทนมากขึ้น เนื่องจากกรมธุรกิจพลังงานได้ยกเว้นให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถใช้ก๊าซแอลพีจีขนาดถัง 48 ก.ก. รวมกันได้ไม่เกิน 1,000 ก.ก ซึ่งจะซื้อแอลพีจีในราคาครัวเรือนที่ยังตรึงราคาต่อไปที่ 18.13 บาท/ก.ก.
นอกจากนี้ ยังได้ส่งแบบฟอร์มสำรวจความเห็นไปยังร้านค้าก๊าซแอลพีจีทั่วประเทศ เพื่อถามผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ว่าร้านค้าก๊าซแอลพีจีได้รับผลกระทบเพียงใด เพราะร้านก๊าซแอลพีจีส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนส่งถังก๊าซแอลพีจีให้ลูกค้าภาคครัวเรือน ซึ่งคาดว่าในสิ้นเดือนนี้จะได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา และใช้เป็นข้อมูลเพื่อขอขึ้นค่าส่งก๊าซต่อไป







