
สหรัฐติดกับ เงินเฟ้อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องรอปีหน้า
เป็นข่าวร้ายสำหรับสหรัฐ ที่ดัชนีเงินเฟ้อกำลังพุ่งพรวดพราดอย่างน่ากลัว โดยในเดือน ก.ค.
เป็นข่าวร้ายสำหรับสหรัฐ ที่ดัชนีเงินเฟ้อกำลังพุ่งพรวดพราดอย่างน่ากลัว โดยในเดือน ก.ค.
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นข่าวร้ายสำหรับสหรัฐ ที่ดัชนีเงินเฟ้อกำลังพุ่งพรวดพราดอย่างน่ากลัว โดยในเดือน ก.ค. ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 0.5% เป็นการปรับขึ้นที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. ทำให้ตั้งแต่ปีที่แล้วอัตราเงินเฟ้อโดยรวมของสหรัฐพุ่งขึ้นไปที่ 3.6% แล้ว มากกว่าเพดานที่รัฐบาลสหรัฐต้องการซึ่งอยู่ที่ระหว่าง 1.72% เท่านั้น
ลงไปพิจารณาในรายละเอียด จะเห็นว่าราคาพลังงานในประเทศเพิ่มขึ้นราว 4.7% ราคาอาหารเพิ่มขึ้นอีก 0.4% นั่นหมายความว่า ภาวะเงินเฟ้อที่ก่อตัวขึ้นนั้นยิ่งทำให้พลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐ อันถือว่าเป็นกุญแจสำคัญของเศรษฐกิจเมืองลุงแซมที่ต้องพึ่งพาการขับเคลื่อนของผู้บริโภคเป็นสำคัญ อาจจะต้องฟุบตัวต่อไปอีกระยะหนึ่ง
หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวว่า นั่นเป็นผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายดอกเบี้ยต่ำที่สหรัฐประกาศใช้มาตั้งแต่ปลายปี 2251 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ที่ส่งผลให้ดัชนีราคาปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นภาวะที่บรรดาผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลกรุงวอชิงตัน และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องจำยอม
และยังเป็นผลมาจากราคาน้ำมันในช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการเก็งกำไรในตลาดโลก
ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ จะยิ่งทำให้เฟดประสบกับภาวะตีบตันมากขึ้น เมื่อการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ ต่อจากนี้จะยิ่งเป็นการสร้างความเสี่ยงให้กับปัญหาอันเปราะบางจากภาวะเงินเฟ้อมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสหรัฐในวันนี้อย่างแท้จริง ซึ่งหากพิจารณาสถานะทางเศรษฐกิจของลุงแซมในวันนี้จะเห็นชัดว่า
หนึ่ง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในสภาพเซื่องซึม ที่การจ้างงานและการบริโภคของประชาชนยังไม่ฟื้นตัว
สอง สหรัฐกำลังหมดช่องทางการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นทุกที เพราะปัญหาเงินเฟ้อที่กำลังดักหน้าดักหลัง การออกมาตรการใดๆ ย่อมมีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง
สาม ผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นไม่ได้ผลดังที่ควรจะเป็น โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจแม้ว่าจะทำให้ภาคธนาคารมั่นคงขึ้นจากการฟื้นตัวของตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนในช่วงตลอดปี 2552 และ 2553 แต่ทว่าในภาคเศรษฐกิจจริงยังคงฟุบตัวอยู่
สี่ สหรัฐจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายกระตุ้นผ่านดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งจะยิ่งทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงไปเรื่อยๆ และจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกันหากย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตการเงินต่อเนื่องด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2551 ต้องเรียกได้ว่า ในขณะนั้นเฟดและรัฐบาลกรุงวอชิงตันมีทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าในขณะนี้
เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลสหรัฐยังไม่ประสบปัญหาเรื้อรังในด้านหนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังจะกู้เพิ่มอีกถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
อีกทั้งระดับเงินเฟ้อในช่วงดังกล่าว ยังอยู่ในระดับปลอดภัยที่ทำให้ธนาคารกลางกล้าพอที่จะตัดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านมาตรการกระตุ้นทั้งทางนโยบายดอกเบี้ย และมาตรการทางการเงินอื่นๆ เช่น นโยบายคิวอี ที่ประกาศใช้มาแล้วถึง 2 ครั้ง อย่างเด็ดเดี่ยว รวดเร็ว และฉับพลันทันทีที่เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจขึ้น
แต่เมื่อหันมามองในปัจจุบันนี้ หลังจากที่ได้ทุ่มเงินมหาศาลไปหลายระลอกนั้น กลับทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องติดกับดักของปัญหาหนี้สาธารณะ ขณะที่เฟดก็กำลังจมปรักกับปัญหาเงินเฟ้อ
การออกมาตรการกระตุ้นใดๆ จึงไม่สามารถกระทำได้ในทันท่วงทีเหมือนดั่งเมื่อ 3 ปีก่อน
แต่ทว่า หากสหรัฐยิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย นั่นยิ่งหมายความว่า เศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้มีความเสี่ยงที่จะถอยหลังเข้าสู่ภาวะถดถอยสูง เพราะสหรัฐไม่ใช่ประเทศที่พึ่งการส่งออกเพื่ออยู่รอด
แต่ต้องพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากภายในตลอดเวลา !
ซ้ำร้าย ยังปรากฏสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เมื่อดัชนีเศรษฐกิจในภาครวมของประเทศที่ธนาคารกลางสหรัฐสาขาฟิลาเดลเฟีย ประกาศออกมานั้นลดลงไปที่ติดลบ 30.7 จุด ในเดือนนี้เป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552
ซึ่งล่าสุดนั้น ในทางหนึ่งเฟดก็ได้ลงมือกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วผ่านนโยบายดอกเบี้ย เมื่อ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟด ประกาศย้ำเมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีก 2 ปี ไปถึงกลางปี 2556
อีกทั้งเฟดยังได้ส่งสัญญาณถึงการหาช่องทางการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะนโยบายเข้าซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล หรือที่เรียกกันติดปากว่านโยบายคิวอี (Quantative Easing) ที่เคยใช้มาแล้วถึง 2 ครั้ง
แต่การนำนโยบายดังกล่าวก็จุดประเด็นให้เกิดข้อโต้เถียงกันอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา เพราะว่า 1.การใช้นโยบายดังกล่าวในครั้งล่าสุดระหว่างเดือน พ.ย. 2553มิ.ย. 2554 นั้น ไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาวเท่าใดนัก หนำซ้ำยังทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าหนักลงไปอีก และ 2.การกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงนี้ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งคาดว่ากระแสคัดค้านจะมีมากกว่ากระแสสนับสนุน เพราะสหรัฐกำลังถูกจ่อคอหอยด้วยปัญหาเงินเฟ้ออยู่
พอล เดลส์ นักเศรษฐศาสตร์จากกองทุนแคปปิตอล อิโคโนมิก ในนครโทรอนโต ของแคนาดา ให้ความเห็นผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า เงินเฟ้อในสหรัฐยังจะอยู่ในช่วงขาขึ้น และมีทิศทางแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เฟดจึงไม่น่าจะออกมาตรการกระตุ้นใดๆ ในระยะนี้
แต่นั่นไม่ใช่ว่าปัญหาเงินเฟ้อจะทำให้เฟดทิ้งทางเลือกของการใช้นโยบายกระตุ้นทิ้งไป แต่เพียงจะทำให้ต้องเลื่อนออกไปเท่านั้น ซึ่งอย่างน้อยที่สุดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2554 นี้ เฟดจะไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0% ซึ่งจำเป็นที่จะต้องรอให้ระดับเงินเฟ้อลดลงก่อนที่จะนำนโยบายใดๆ มาใช้ ซึ่งอาจจะได้เห็นนโยบายกระตุ้นอีกอีกครั้งในปีหน้า
“เราอาจจะไม่เห็นการกระตุ้นหลักๆ ในปีนี้ แต่ต้นปีหน้าเมื่อระดับเงินเฟ้อเริ่มที่จะลดลง นโยบายคิวอี 3 อาจจะกลับมาอยู่บนโต๊ะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง” เดลส์ กล่าว
ดังนั้น ทางเลือกสุดท้ายที่สหรัฐเหลืออยู่ในขณะนี้ก็คือ การรอให้ระดับเงินเฟ้อลดลงไปตามกลไกเศรษฐกิจที่กำลังตกอยู่ในภาวะซบเซา เพื่อที่จะเป็นการเปิดประตูให้เฟดใช้นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ให้ได้เร็วที่สุดเท่านั้น
เหลือแค่ทางเลือกนี้จริงๆ..!







