
ชีวิตไม่ใช่เรื่องตลก
นับตั้งแต่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์เกิดขึ้น ก็เริ่มมีการใช้ประโยชน์ในเครือข่ายนี้ในทางธุรกิจมากขึ้น
นับตั้งแต่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์เกิดขึ้น ก็เริ่มมีการใช้ประโยชน์ในเครือข่ายนี้ในทางธุรกิจมากขึ้น
ปรากฏการณ์ที่เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในขณะนี้ คือ ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องพ่อใบ้ ของบริษัทไทยประกันชีวิต ที่มีการปล่อยหนังโฆษณาลงยูทูบก่อนออกอากาศจริง 1 สัปดาห์ และให้พนักงานกว่า 200 คน แชร์ไปยังเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊ค ซึ่งตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฎว่า มียอดเข้าชมกว่า 1.5 ล้านคลิก
การคลิกเข้าไปชมภาพยนต์โฆษณานี้ คงไม่ใช่เพราะแรงโหมแชร์กระหน่ำจากหมู่พนักงาน แต่เกิดจากเนื้อหาของโฆษณากินใจ และทำให้เห็นคุณค่าของชีวิต จนชวนคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และทุกเรื่องที่บริษัทประกันชีวิตแห่งนี้ทำโฆษณษาออกมาจะไม่เหมือนแห่งอื่นแล้วแต่บริษัทแต่ละแห่งจะเน้นในด้านไหน
“ชีวิตไม่ใช่เรื่องขำและไม่ใช่เรื่องล้อเล่น” นี่เป็นแนวคิดของไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยประกันชีวิต จึงทำให้มีการหยิบมุมเล็กๆที่เกิดขึ้นในสังคมถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนต์โฆษณาและเกือบทุกเรื่องสร้างมาจากเรื่องจริง และสามารถเรียกน้ำตาจากผู้ชมได้ไม่มากก็น้อย ทั้งเรื่องราวชีวิตของแม่ต้อย, ปู่ชิว, โฆษณาชุด Que Sera Sera มาจนถึงชุดล่าสุด พ่อใบ้ หรือ Silence of Love
สำหรับโฆษณาชุดพ่อใบ้นี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในตอนเหนือของมณฑลเหลียวหนิงประเทศจีน
เป็นเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งที่เขียนถึงพ่อของเธอ ชายใบ้ชายเต้าหู้ ที่มีลูกสาวตัวน้อยช่วยส่งเสียงเรียกลูกค้าให้ ในอายุ 23 ขวบของเด็กหญิง ประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายจากคนในสังคม ทั้งล้อเลียน และมาซื้อเต้าหู้แต่ไม่จ่ายเงินโดยที่พ่อของเธอโก่งคอตะโกนเรียก แต่ก็ไร้เสียงใดๆออกมา แทนที่เธอจะเกลียดชังคนที่มาขโมยของไปต่อหน้าต่อตา เธอกลับเกลียดชังพ่อที่เป็นใบ้ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
สิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจเธอมากที่สุดก็คือ น่าโมโหที่สุดคือเด็กคนอื่นเรียกเธอว่า อีใบ้สาม เนื่องจากเธอเป็นลูกคนที่สามของพ่อจนเธอต้องกลับไปแสดงกริยาเกลียดชังพ่อให้ได้รู้ถึงแรงกดดันที่เธอได้รับจากชุมชนที่เธออยู่
ในที่สุดเด็กหญิงก็ค้นพบว่าต้องมีการศึกษาสูงเท่านั้นจึงจะหนีพ้นสภาพลูกคนคนใบ้ไปได้ เมื่อเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พ่อของเธอ ใช้ธนบัตรที่คลุกด้วยกลิ่นไอเต้าหู้ส่งเสียให้เธอเรียนจนจบมหาวิทยาลัย
ในขณะที่ชีวิตเธอเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นตามเธอต้องการ ก็เกิดอุบัติเหตุรถแท็กซี่คว่ำระหว่างที่เธอเดินทางกลับไปสู่หมู่บ้าน ทันทีที่รู้ข่าวพ่อของเธอวิ่งราวคนบ้าช้อนร่างของเธออุ้มส่งโรงพยาบาลโดยเอาธนบัตรปึกใหญ่ยัดใส่มือคนขับรถที่พ่อโบกให้รับเธอไปส่งโรงพยาบาล พยายามทำท่าทางขอให้ช่วยลูกสาวโดยที่คนเหล่านั้นเองก็ไม่รู้ว่าพ่อของเธอพูดว่าอะไร
เมื่อถึงโรงพยาบาล ทุกคนต่างลงวามเห็นว่าเธอคงไม่รอดแน่ แต่พ่อของเธอกลับคุกเข่าลง แล้วลุกขึ้นทันที ชี้มายังเธอพร้อมกับชูแขนสูง จากนั้นก็ทำท่าเพาะปลูก เลี้ยงหมู ถางหญ้า โม่เต้าหู้ แล้วปลิ้นกระเป๋าเสื้อซึ่งภายในว่างเปล่า พร้อมกับชูมือสองข้างกลับฝ่ามือไปมาสองรอบ
นั่นหมายความว่า ขอร้องคุณหมอเถิด ช่วยชีวิตลูกสาวผม เธอมีอนาคตดี เป็นคนเก่ง คุณหมอต้องช่วยเธอ ผมจะหาเงินมาเสียค่ารักษา ผมเลี้ยงหมู ทำนา ทำเต้าหู้ได้ ผมมีเงิน ตอนนี้ก็มีอยู่4 พันหยวน
หมอจับมือพ่อพร้อมกับสั่นหัว นัยว่า แค่ 4 พัน หยวนยังขาดอีกเยอะ ก้มหัวใช้เท้ากระทืบพื้น พนมมือสองข้างไว้ด้านขวาของศีรษะ แล้วหลับตา หมายความพ่อชี้ที่หลังคา ว่า ผมมีบ้านขายได้ ผมนอนบนพื้นดินก็ได้ แม้จะหมดเนื้อหมดตัว ผมก็ขอให้ลูกสาวอยู่รอด พ่อชี้ไปยังหน้าอกคุณหมอ แล้ววางมือลง หมายความว่า ขอให้คุณหมอไว้ใจ เราไม่เบี้ยวค่ารักษาหรอก
ระหว่าง นั้น เพื่อระดมค่ารักษา พ่อของเธอเดินสายไปทุกหมู่บ้านที่เคยไปขายเต้าหู้ ความซื่อสัตย์สุจริตตลอดชีวิตที่ผ่านมา ได้รับความสนับสนุนเพียงพอที่จะช่วยลูกสาวรอดพ้นจากเส้นตาย ชาวบ้านต่างออกเงินช่วยเหลือ จนเธอหลุดพ้นจากความตายมาได้ และซาบซึ้งกับความรักของพ่อที่มีต่อเธอ
เรื่องนี้ไม่อาจเรียกน้ำตาจากคนดูได้เท่ากับเรื่องจริงของแม่ต้อย ผู้อุทิศชีวิตเลี้ยงดูเด็กกำพร้าหลายชีวิต แม้กระทั่งเธอเป็นโรคมะเร็ง เจ็บเจียนตายเธอยังมีพลังใจที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อเด็กเหล่านี้ และใช้ทั้งชีวิตอุทิศเพื่อคนอื่น
การสื่อถึงคุณค่าและความหมายของการมีชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่พบเห็นได้ทั่วไป การหยิบยกขึ้นมาให้คนได้ตระหนักในเรื่องนี้จะนำไปสู่แรงบันดาลใจที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุข
แต่สำหรับบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตนั้น อาจจะเน้นสื่อความไปสนุกสนาน และสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำประกันในเรื่องบของกำไรจากการได้ที่จอดรถ ได้ท่องเที่ยว ได้ทำกิจกรรมบันเทิง มากกว่าจะเน้นสร้างภาพลักษณ์โศกนาฎกรรมในชีวิตจริง
การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นยอดปราถนาของทุกคน และเป็นเรื่องจริงในสังคมว่า คนมีเงินจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนจน
เมื่อไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เราอาจจะเห็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง เดินทางจากต่างจังหวัดแสนไกลเพื่อมารักษาในกทม. เพราะมีแพทย์และเครื่องมือการรักษาที่ดีกว่า
แพทย์หลายคนได้เคยได้ยินเรื่องราวของคนไข้ที่พร้อมตาย โดยบอกลูกหลานไม่ให้ขายที่ดินทำกินมารักษาพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพราะเป็นโรคที่เป็นแล้วใช้เงินในการรักษาสูงมาก หากขายที่ทำกินไปแล้วเมื่อพ่อแม่ตายไปลูกหลานจะเอาที่ดินที่ไหนมาทำกิน เข้าข่ายคนตายขายคนเป็น
จากการเปิดเผยของสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ โรคที่คนไทยเป็นมากที่สุดในปีงบประมาณ 2551 สำหรับการเป็นคนไข้ใน ที่ต้องนอนพักรักษาตัวในสถานพยาบาล คือโรคมะเร็ง มีภาระค่าใช้จ่ายที่ส่งผลต่องบประมาณ อยู่ในอันดับ 1 คิดเป็น 10.5%
รองลงมาคือการบาดเจ็บที่ศีรษะ คิดเป็น 8.8% ตามมาด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ 7.5%
ต่อมาคือการคลอดบุตรและภาระการแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ 6.2% การดูแลทารกแรกเกิด 5.6% ปอดบวมในเด็กที่มีอายุมากกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุน้อยกว่า 60 ปี 3.7% หลอดเลือดสมอง 3.6% ไส้ติ่งอักเสบ 2.4% ปอดอุดกั้นเรื้อรัง 2% และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 1.6%
นั่นคือ 10 โรคร้ายที่คนไทยเป็นมากที่สุด และเป็นเรื่องจริงที่โหดร้ายว่าโรคแต่ละอย่างใช้เงินในการรักษาพยาบาลมาก ตามอาการป่วย ซึ่งคนมีฐานะร่ำรวย อาจจะรับภาระได้โดยไม่กระทบกระเทือนฐานะครอบครัว
แต่สำหรับคนจน นี่อาจจะหมายถึงการหมดเนื้อหมดตัว หากจะต้องใช้เงินเป็นล้านมารักษาพยาบาลคนในครอบครัว นี่คือเรื่องจริงของชีวิตที่โหดร้าย
ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเมื่อพรรคไทยรักไทย โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชูป้ายหาเสียงโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จึงได้ใจคนจนชนะการเลือกตั้งถล่มทลายและกลายเป็นผลงานติดตัวของพ.ต.ท.ทักษิณตลอดไป แม้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ประกาศเปลี่ยนเป็นรักษาพยาบาลฟรีก็ตาม แต่คนก็ไปจดจำครั้งแรกที่ได้สวัสดิการจากรัฐโดยไม่ได้สนใจสวัสดิการที่มากขึ้นในครั้งต่อมา
ที่รัฐบาลจำเป็นต้องจัดระบบสาธารณสุขพื้นฐานให้ประชาชนไม่ว่าจะมีฐานะอย่างไรก็เข้าถึงได้ เพราะปัจจุบันมีประชาชนผู้ถึงระบบหลักประกันสุขภาพ จำแนกเป็น ผู้ที่ได้สิทธิตามระบบประกันสังคม 4.92 ล้านคน หรือ 7.75% ของทั้งหมด ใช้สิทธิข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการการเมือง 4.92 ล้านคน หรือคิดเป็น 7.75%
ผู้ที่ใช้สิทธิมากที่สุดคือประกันสุขภาพทั่วหน้า หรือใช้บัตรทอง มีจำนวนมากถึง 47.73 ล้านคน คิดเป็น 75.20% มีผู้ใช้สิทธิอื่นๆ 5.2 แสนคน หรือคิดเป็น 0.81% และมีผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิ 4.1 แสนคน หรือ 0.64%
การมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นยอดปราถนาของทุกคน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ตัวเลขของผู้ป่วยที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพทั่วหน้าที่มีจำนวนหลายสิบล้านคน เป็นเค้กก้อนใหญ่ให้ธุรกิจประกันชีวิตเข้ามาแย่งชิง ด้วยการพยายามสร้างแรงจูงใจให้คนเห็นความสำคัญของการมีหลักประกันในชีวิตที่ดีกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลให้
ในภาวะที่เศรษฐกิจมีความผันผวนมาก และเกิดความไม่แน่นอนต่อสภาพภัยธรรมชาติ รวมทั้งเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลปรับสูงขึ้นปีละ 20% ทั้งค่ายา ค่าบริการทางการแพทย์ และอื่นๆ ทำให้การขายประกันชีวิตทำได้ง่ายขึ้น
และเปลี่ยนความคิดดั้งเดิมที่ว่า การทำประกันชีวิตเป็นเหมือนการแช่งตัวเองให้ตายเร็วขึ้นเหมือนที่คนโบราณเชื่อกัน
การปรับเพิ่มสูงไม่หยุดของค่ารักษาพยาบาลทำให้คนเริ่มตระหนักว่า การจะใช้เพียงสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลให้คงไม่พอ หากได้ทำประกัน อาจจะทำให้ได้รับการบริการที่ดีขึ้น เพราะบริษัทประกันชีวิตจะรับภาระค่ารักษาพยาบาลให้บางส่วน ตามทุนประกันที่ทำไว้
โรงพยาบาลบางแห่งตกแต่งเหมือน โรงแรมหรือศูนย์การค้า ไม่ให้บรรยากาศโรงพยาบาล เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้คนไข้ ค่าห้องค่าเตียงสูงกว่าราคาห้องพักในโรงแรมห้าดาวหลายแห่งเสียอีก
กาดซื้อประกันก็คงจะเลือกนอนในห้องพักที่ดีกว่าห้องรวม แถมรัฐบาลยังส่งเสริมหากซื้อประกันแล้วจะหักลดหย่อนภาษีได้ถึงปีละ 5 แสนบาท
ไมเคิล ไฮส์







