posttoday
การไกล่เกลี่ยกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ (ตอนจบ)

การไกล่เกลี่ยกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ (ตอนจบ)

16 กุมภาพันธ์ 2553

...สุเทพ กล่ำทวี

ผลลัพธ์จากการไกล่เกลี่ยจะต้องได้รับการยอมรับร่วมกันระหว่างประเทศคู่กรณี และผลลัพธ์ดังกล่าวจะต้องไม่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการข่มขู่หรือบีบบังคับจากประเทศคนกลาง เพราะฉะนั้นคนกลางหรือนักไกล่เกลี่ย (Mediator) จะมีหน้าที่เพียงแค่ช่วยประสานงานและใช้ความสามารถที่มีพยายามประคับประคองหรือชักจูงให้คู่กรณีหันหน้ามาหาทางออกร่วมกัน โดยมีนักไกล่เกลี่ยช่วยชี้แนะแนวทางข้อดีข้อเสียของแต่ละทางออก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญคนกลางหรือผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (Taking Side) หรือใช้ข้อมูลที่ได้ก่อให้เกิดผลได้ผลเสียต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าเมื่อใดหรือสถานการณ์ใดควรจะใช้คนกลางในการเข้าทำหน้าที่การไกล่เกลี่ย

1) ควรเริ่มคิดที่จะใช้บริการจากคนกลางซึ่งเป็นบุคคลหรือประเทศที่สามที่ไว้วางใจได้ เมื่อความพยายามที่จะเจรจาต่อรองหรือหาทางออกแห่งความขัดแย้งร่วมกันระหว่างประเทศคู่กรณีล้มเหลวซ้ำซาก ยิ่งเจรจาต่อรองมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้เกียรติภูมิหรือชื่อเสียงของประเทศตกต่ำลงหรือเสียหายมากยิ่งขึ้น เช่น ความพยายามที่จะเจรจาต่อรองกันเพื่อหาทางออกระงับสงครามต่อกันระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนแต่ไม่สำเร็จจนต้องพึ่งบริการจากสหรัฐอเมริกา

2) เมื่อการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศตามลำพังมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นลุกลามอาจจะกลายเป็นการทำสงคราม ในกรณีนี้การเร่งหาประเทศที่สามหรือองค์กรที่เป็นกลางเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยจะทำให้ความรุนแรงได้รับการระงับลงได้ ถึงแม้ในหลายกรณีอาจจะเป็นการระงับความรุนแรงเพียงแค่ชั่วคราวก็ตามแต่

3) ควรเริ่มคิดที่จะหาคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยในกรณีที่ประเทศใดประเทศหนึ่งขาดความพร้อมหรือความได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง กล่าวง่ายๆ ก็คือ โอกาสที่จะเจรจาต่อรองให้ได้เปรียบแบบสองต่อสองเป็นไปได้น้อยมาก เช่น กรณีข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ โดยประเทศกำลังพัฒนาหันมาจับมือร่วมกันและนำเอาข้อขัดแย้งขึ้นสู่ที่ประชุมขององค์การการค้าโลก เพื่อเป็นองค์กรกลางให้คำตัดสินด้วยความยุติธรรมเป็นอย่างดี ทั้งนี้เนื่องด้วยประเทศกำลังพัฒนาย่อมไม่มีทางได้เปรียบในการเจรจาต่อรองแบบสองต่อสองกับสหรัฐอย่างแน่นอน

4) ถ้าพิจารณาดูแล้วการใช้ประเทศที่สามหรือบุคคลที่สามซึ่งอาจจะเป็นผู้ซึ่งได้รับความเคารพยำเกรง และน่าจะไม่ส่งผลในทางลบทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสั่นคลอน การตัดสินใจใช้บริการจากคนกลางที่สามก็น่าจะมีเหตุผล เพียงพอ และน่าจะดีกว่าการเอาประเทศของตัวเองเข้าไปเสี่ยงจากการเจรจาแบบทวิภาคี

5) ประเทศคู่กรณีในความขัดแย้งที่ต้องการใช้บริการการไกล่เกลี่ยจากประเทศที่สาม จะต้องรู้จักคัดเลือกประเทศที่สามให้มีความเป็นกลางโดยแท้จริง และจะต้องระมัดระวังและวิเคราะห์ให้ออกว่าผลประโยชน์ของประเทศ องค์กร หรือสถาบันที่สามเป็นอย่างไร สอดคล้องหรือมี ความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศคู่กรณีหรือไม่ เพื่อป้องกันความพัวพันอันยุ่งเหยิงและอาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคตได้

6) การคัดเลือกประเทศที่สาม องค์กร หรือสถาบันที่สามเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบโดยรอบที่อาจเกิดต่อประเทศคู่กรณีในความขัดแย้งด้วย เช่น ผลกระทบต่อพันธมิตรรอบข้าง ผลกระทบต่อการได้รับความช่วยเหลือและการยอมรับจากนานาอารยประเทศ เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท