
หยุดความรุนแรง
ความวุ่นวายทางการเมืองก่อนการพิจารณาตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ที่เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งการยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปตกในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร และการลอบวางระเบิดซีโฟร์หนัก 3 ปอนด์บริเวณศาลฎีกาฯ รวมถึงความพยายามขับรถแทรกเข้าไปในขบวนรถของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะไม่ได้สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นในทันที แต่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศไทยอย่างรุนแรง
สถานการณ์ความรุนแรงที่ถูกสร้างขึ้นมาดังกล่าว ถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด และมีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงอย่างไร แต่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนของการค้าและการลงทุน ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของไทย จะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนยากเกินกว่าที่จะสามารถประเมินเป็นตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนได้
ทั้งนี้ เพราะเมื่อสถานการณ์ของประเทศตกอยู่ในสภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายในชีวิตและทรัพย์สินได้ตลอดเวลา โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของไทยซึ่งลดน้อยถอยลงมาโดยลำดับ อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากผลกระทบกรณีมาบตาพุด จะยิ่งเลวร้ายลงจนยากเกินกว่าที่จะเยียวยาหรือรื้อฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับมาเป็นดังเดิมได้
ดังนั้น สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือ ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับความบอบช้ำจากการใช้ความรุนแรงมามากเพียงพอแล้ว และสังคมไทยก็สามารถซึมซับได้แล้วว่า การใช้ความรุนแรงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติได้ มีแต่จะยิ่งสร้างรอยร้าวให้ขยายวงกว้างออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่มีทีท่าว่าสังคมไทยจะเจอทางออกของปัญหาได้อย่างไร ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือสังคมไทยจะต้องลุกขึ้นมาต่อต้านการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้อาวุธสงครามหรืออาวุธร้ายแรงที่มีใช้เฉพาะในกลุ่มคนมีสีมาสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม เพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง โดยไม่สนใจว่าประเทศชาติจะได้รับความเสียหายอย่างไร
จากนี้ไปจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องรวมพลังกันต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เพราะลำพังปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่มีอยู่จำกัด คงไม่เพียงพอที่จะรับมือกับกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคมได้ ดังนั้นทุกคนจึงต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาในการสอดส่องดูแลความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสังคม และแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันก็จะสามารถยับยั้งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อช่วยกันประคับประคองประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้







