
กิตติรัตน์ เปิดแผนช่วยเอสเอ็มอี รับมือค่าจ้าง 300
ชัดเจนสำหรับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกจากปากของรองนายกรัฐมนตรีผู้ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ
ชัดเจนสำหรับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกจากปากของรองนายกรัฐมนตรีผู้ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ
ควบตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่เดี่ยวไมโครโฟนในการเปิดงาน “โพสต์ทูเดย์ – เค เอสเอ็มอี เอ็กซ์โป 2011” เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน และขึ้นเงินเดือนสำหรับผู้จบปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท จะเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. 2555 นำร่องโดยภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนขนาดใหญ่
กิตติรัตน์ กล่าวว่า การขึ้นค่าจ้างจะต้องสอดคล้องไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและฝีมือแรงงาน ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยในปี 2555 จะลดอัตราภาษีเหลือ 25% จากเดิมที่เก็บอยู่ที่ 30% และในปี 2556 จะลดเหลือ 20% เพื่อให้อัตราการจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับประเทศในอาเซียน
อย่างไรก็ดี กิตติรัตน์ ยอมรับว่า นโยบายการเพิ่มค่าครองชีพให้ประชาชนด้วยการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนี้ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีแน่นอน
“เข้าใจว่าค่าจ้าง 300 บาท เป็นเรื่องที่เอสเอ็มอีกังวลมากที่สุด ถ้าเอสเอ็มอีมีงบประมาณจำกัด หากต้นทุนสูงขึ้นจะอยู่ลำบาก แต่ถ้าร่วมมือกับรัฐบาลมาดูว่าทำยังไงให้ดอกเบี้ยลด ต้นทุนลด จะส่งผลดีกับผู้ประกอบการ และให้ผู้ประกอบการช่วยจ่ายค่าจ้างแพงขึ้นจะคุ้มค่ามากกว่า เพราะแรงงานมีรายได้มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็นำมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าในประเทศ” กิตติรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ธุรกิจเอสเอ็มอีถือเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างมาก ต่อการพัฒนาประเทศแต่ในปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไทยเริ่มเข้าสู่ยุคการขาดแคลนแรงงาน และแรงงานจะมีค่าจ้างที่สูงขึ้น แตกต่างจากเดิมที่มีการว่างงานสูง
ดังนั้น ธุรกิจบางส่วนที่ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในเมืองไทย ก็จำเป็นต้องออกไปอยู่ในต่างประเทศหรือไปอยู่บริเวณชายแดน เพื่อเข้าไปใช้แรงงานราคาถูกในประเทศเพื่อนบ้าน ให้สามารถแข่งขันได้เมื่อถึงเวลาเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
“นโยบายของรัฐบาลจะเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกด้าน โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งดอกเบี้ย ราคาวัตถุดิบ หรือภาษีต่างๆ” กิตติรัตน์ กล่าว จะเอื้อต่อการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น ยกเว้นเรื่องเดียวที่จำเป็นจะต้องปรับเพิ่มคือ ค่าจ้างแรงงาน เนื่องจากรัฐบาลจะพยายามกระตุ้นการบริโภคในประเทศ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีการบริโภคในอัตราที่สูง ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่ทำการค้าในประเทศให้มีรายได้มากขึ้น
นอกจากนี้ รองนายกฯ ผู้ดูแลด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการใช้อัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อว่า
การที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หรือมีสาเหตุจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดจากความต้องการในประเทศมีมากขึ้นจนไปผลักดันเงินเฟ้อ การปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินที่เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้นไม่น่าจะควบคุมได้ รัฐบาลจะเข้าไปดูแลในส่วนนี้ด้วย เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ
นี่คือความชัดเจนที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องฟัง และกิตติรัตน์ยังได้กล่าวถึงนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษว่า จะดำเนินการให้เอสเอ็มอีที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากไปอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีค่าจ้างถูก โดยอาจจะตั้งอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยตามแนวชายแดนหรือประเทศเพื่อนบ้าน โดยรัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนการลงทุน มีสิทธิประโยชน์พิเศษทางภาษี ส่งเสริมการซื้อเครื่องจักรและเงินลงทุน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มากที่สุด
ทางด้าน ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ก็เปิดแถลงแนวนโยบายของกระทรวงการคลังว่า รัฐบาลจะเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า ให้ต่ออายุนโยบายให้บริการรถเมล์และรถไฟฟรี ค่าน้ำค่าไฟสำหรับผู้มีรายได้น้อยต่อไป โดยการต่ออายุนี้จะต่อถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2554 ก่อนในขั้นต้น ซึ่งรัฐจะใช้เงินดำเนินการเดือนละประมาณ 310 ล้านบาท
สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยบ้าน 0% เป็นเวลา 5 ปี และลดภาษีสรรพสามิต 1 แสนบาท ให้กับรถยนต์คันแรกนั้น คงต้องรอให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไร ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนและเปิดเผยรายละเอียดได้เพราะจะส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อรถยนต์และบ้าน เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และข้อมูลอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้







