
แล้งมาเร็ว
...สันทัด กรณี
ปีนี้แล้งมาเร็วกว่าปกติ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตือนแล้วเตือนอีก ให้เกษตรกรเตรียมพร้อม วางแผนสำหรับการรับมือสภาวะขาดน้ำ
ครับ...ไม่ต้องให้ใครบอก สัมผัสของเราทุกคนคงทราบดีกับสภาพอาเพศวิปริตของอากาศ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวปีนี้ที่ประเทศไทย บรรยากาศแสนอุตริ วันเดียวมาครบทั้ง 3 ฤดู
สภาพอย่างนี้ ประกอบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในหลากหลายรูปแบบ ทำให้ผมไม่แปลกใจเลยที่ ราคาสินค้าเกษตร ไม่ว่าข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และอ้อย มีราคาดีมาก
ประเทศไทย และกลุ่มประเทศที่ถือว่าเป็นคลังอาหารของโลกในฐานะผู้ผลิตสินค้าทางการเกษตร ส่วนใหญ่ตกอยู่สภาพไม่ต่างกัน คือ ผลผลิตตกต่ำ
จากตัวเลขประมาณการในปี 2553 คาดว่าไทยจะส่งออกอาหารได้ 8.2 แสนล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวสูงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินเดีย จีน ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ส่งผลให้ปริมาณข้าว น้ำตาล มันสำปะหลังในตลาดโลกมีน้อย เพราะผู้ผลิตจำเป็นต้องจัดสรรอาหารให้เพียงพอกับประชากรในประเทศ
ครับ...อย่าเพิ่งดีใจ กับการที่บ้านเราสามารถฝ่าด่านฝ่าปราการธรรมชาติมาได้ในปีที่แล้วอย่างปาฏิหาริย์ แต่ปีนี้ท่าทางรอดยาก
เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับคู่แข่งด้านสินค้าเกษตร มาปีนี้แหละครับคงเลี่ยงยาก นี่ไม่นับปัญหาจากแมลงศัตรูพืชที่กำลังโจมตีนาข้าวเสียหายหลายแสนไร่
กรมชลประทานแจ้งว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศลดลงจากปีที่แล้ว 900 ล้านลูกบาศก์เมตร ปรากฏการณ์เอลนินโญจะยังมีอิทธิพลถึงกลางปี ซึ่งจะทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงนาน อาจทำให้น้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ
น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศกว่า 400 แห่ง มีปริมาณน้ำที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ 3.45 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 70% ของความจุอ่างฯ น้อยกว่าปีที่ผ่านมากว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตร
ตอนนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พยายามเรียกร้องให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูกลง ไม่ให้เกิน 10 ล้านไร่ เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตขาดน้ำ โดยหันไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน
อืมมม...หลายท่านคงจำได้ดี ยามที่ประเทศไทยเกิดความแห้งแล้งอย่างหนัก สิ่งที่ตามมาคือการแย่งชิงน้ำ
หลายครั้งในหลายพื้นที่ถึงกับถือจอบถือเสียมยกพวกตีกัน ทั้งที่ปกติอยู่กันอย่างปรองดอง แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ แต่พอต้องเผชิญกับภัยแล้ง...กลับ...กลายเป็นศัตรูกัน
ครับ...ผมฟังรัฐบาลท่านคุยเสียงดังถึงความสำเร็จในการประกันราคาสินค้าเกษตร ที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำมาใช้แทนระบบการจำนำ ซึ่งรัฐต้องขาดทุนป่นปี้ในแต่ละปี แต่ละปี
(การขาดทุนขนาดนั้น ฝีมือใครล่ะ...นักการเมืองขี้ฉ้อ ข้าราชการขี้โกง พ่อค้าไร้คุณธรรม...ทั้งนั้น...ใช่ป่ะ)
ฟังรัฐบาลท่าน ก็ได้แต่ผงกหัว...มันก็ใช่ มันก็จริง
เพียงแต่ในความจริงที่จริงกว่า คือ ความสำเร็จครั้งที่เกิดขึ้น ปัจจัยหลักมาจากประเทศอื่นที่ผลิตสินค้าทางการเกษตรซึ่งเป็นคู่แข่งของเรา ส่วนใหญ่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งนั้น
เฮ้อ! และมันก็น่าจะใช่ มันก็น่าจะจริง ที่ราคาสินค้าเกษตรปีนี้ จะพุ่งสูงขึ้น...ขอไว้ล่วงหน้า ใครอย่ามาโม้
เมื่อสินค้าเกษตรมีราคาดี เกษตรกรก็ควรยิ้มได้
แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะช่วงเวลาอย่างนี้แทนที่จะกระเป๋าตุง กลับไม่มีผลผลิตให้ขาย
พืชผลที่พอผลิตได้กลับไปตกอยู่กับท่านๆ นายทุนทางการเกษตร หายไปในรูปเงินกู้ ค่าปุ๋ย ค่านั่นนี่ ฯลฯ ...ซะงั้น
ครับ...วันนี้ท่านผู้อ่านคงสงสัย สันทัด กรณี กินยาผิดรึเปล่า จู่ๆ มาชวนคุยเรื่องธรรมชาติ น้ำเหือด ดินแห้ง แล้วก็ความน่าจะเป็นของสินค้าเกษตรในปีนี้
ไม่มีอะไรหรอกครับ เซ็งนักการเมือง...
อุ้ย!..ม่ายช่าย เป็นเพราะผมคิดของผมเองว่า สภาวะความแห้งแล้งที่กำลังจะมาเยือนประเทศเรานี้ ควรพูดซะก่อนอีตอนต้นปี ตอนที่สามารถยังพอขยับเนื้อขยับตัว คิดอ่านทำอะไรกันได้ ไม่ใช่ว่ารอให้ไฟลนก้นแล้วค่อยทำ
ผมล่ะกลัวใจ โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีแกนนำชื่อพรรคประชาธิปัตย์...
พรรคนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน พอๆ กับความขึ้นชื่อในเรื่องบริหารแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ยื้อๆ ซื้อเวลา เล่นกับกระแสไปเรื่อยๆ กว่าจะออกอาวุธแต่ละหมัด ต้องรอให้หมดเวลา
เฮ้อ! ถามจริงทั่นนายกฯ ทำอะไรไปมั่งรึยัง?







