posttoday

ฟองสบู่ทองแตก'ข้อกล่าวหา'ที่ยังไม่เป็นจริง

19 สิงหาคม 2554

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ทองคำ” ได้กลายเป็นการลงทุน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ทองคำ” ได้กลายเป็นการลงทุนที่ได้รับการจับตามากที่สุดในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ราคาพุ่งติดจรวดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีนี้ได้ทำลายสถิติสูงสุดแบบวันต่อวัน

เมื่อย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำจากที่ราวๆ 300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ได้เพิ่มมูลค่ามาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 400% เฉพาะในปี 2554 ราคาเพิ่มขึ้น 26% ทำสถิติสูงสุดมามากกว่า 10 ครั้ง โดยราคาสูงสุดของปีนี้อยู่ที่ ่ 1,817 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ลบสถิติเดิมของปีที่แล้วที่ 1,637 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ อย่างราบคาบและง่ายดาย

แน่นอนว่า การปรับขึ้นของราคาทองคำอย่างฉับพลันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ทำให้เกิดกระแสวิตกอย่างยิ่งว่า ทองคำจะกลายเป็นฟองสบู่ตัวใหม่ที่นักลงทุนจะต้องยิ่งเพิ่มความระมัดระวัง ถ้าบรรดานักเก็งกำไรเทขายทองออกมาในปริมาณมาก

อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ นักลงทุนต่างเริ่มฉุกคิดต่อเสียงจากนักวิเคราะห์ของธนาคารเวลส์ ฟาร์โก ที่ออกมาเตือนกันดังๆ ว่า “การลงทุนในทองคำได้แตะระดับของฟองสบู่แล้ว”

ทองขึ้นเพราะอะไร?

แน่นอนว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ราคาแปรผันกับความเคลื่อนไหวของ “เงิน” เป็นสำคัญ โดยหลักๆ เมื่อมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อมากขึ้น หรือการอ่อนค่าของค่าเงินสกุลหลักอย่างเงินเหรียญสหรัฐ นักลงทุนย่อมหนีเข้าซบตลาดทองคำ ซึ่งมองว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยกว่า

ชัดเจนว่าในช่วงที่ผ่านมา ราคาทองคำที่ปรับขึ้นมานั้น เป็นผลกระทบโดยตรงจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ที่อ่อนยวบมาตลอดตามสภานะทางการคลังของรัฐบาลกรุงวอชิงตัน และสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐ

ประการที่สอง ราคาทองคำยังได้แรงผลักดันจากภาวะ “เงินถูก” เมื่อทั่วโลกพร้อมใจกันใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ฟองสบู่ทองแตก'ข้อกล่าวหา'ที่ยังไม่เป็นจริง

โดยเฉพาะนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

อีกประการหนึ่งไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ความเคลื่อนไหวของการเก็งกำไรในตลาดทองคำระยะสั้นที่เราได้เห็นกันมากขึ้น ซึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทมากกว่าความต้องการที่จะถือทองคำจริงๆ

ดังที่เห็นได้จากปริมาณการลงทุนในตลาดทองคำในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2554 นี้ ได้พุ่งขึ้นไปมากกว่า 50% สวนทางกับการใช้จ่ายทองคำในรูปเครื่องประดับที่กลับลดลงราว 20%

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่ส่งอิทธิพลต่อราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น และยิ่งสร้างความวิตกฉุกคิดกันมากขึ้นว่า ทองคำกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่

แน่นอนว่า “ทองคำ” ไม่ใช่การลงทุน ไม่มีการดำเนินการในรูปบริษัท หรือมีการประกาศผลประกอบการแต่อย่างใด

อีกทั้งทองคำยังไม่มีราคากลาง ไม่มีผลตอบแทนดังเช่นการลงทุนในตลาดอนุพันธ์

ดังนั้น การลงทุนในทองคำจึงค่อนข้างอยู่ในภาวะ “หลักลอย” ที่จะต้องพึ่งอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก และสภาวะแวดล้อมของเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ การลงทุนในทองคำจึงมีความเสี่ยงสูง

แต่กระนั้น อย่าลืมว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนใน “เงิน” หรือตลาดอนุพันธ์นั้นให้ผลตอบแทนต่ำมาตลอด อีกทั้งอุปทานของเงินนั้นมีอยู่อย่างไม่หยุด โดยเฉพาะการพิมพ์พันธบัตรของสหรัฐอย่างไร้ขีดจำกัดในช่วงที่ผ่านมา

ในเมื่ออิทธิพลของเงินเหรียญสหรัฐนั้นลดลงมากขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนในทองคำจึงมีค่ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเก็งกำไรของนักลงทุนในตลาดทองคำจะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ทว่าอิทธิพลจากการเก็งกำไรนั้นจะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำลดลงในระยะสั้นๆ เท่านั้น ไม่ใช่ระยะยาวแต่อย่างใด

ตัวอย่างเช่น ความเคลื่อนไหวของ จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินที่โลกรู้จักกันดี โซรอสเทขายทองคำที่ถือไว้ออกไปเกือบหมดตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งในขณะนั้นราคาทองคำในตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างที่ 1,300-1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

โซรอส มองว่า ทองคำกำลังอยู่ในสภาวะฟองสบู่ท่ามกลางภาวะสุกงอมของดอกเบี้ยต่ำอย่างที่สุดแล้ว เชื่อว่าในครั้งนั้นโซรอสฟาดกำไรไปอย่างมหาศาล และเป็นการเทขายในช่วงที่เกิดการเก็งกันอย่างหนักว่า สหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

แต่ผลหลังจากนั้นกลายเป็นสิ่งที่หักปากกาเซียนไปอย่างไม่น่าเชื่อ ที่แม้ว่านักเก็งกำไรตัวพ่ออย่างโซรอสจะเทขายทองคำจนเกือบเกลี้ยงพอร์ตในช่วงนั้น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำแต่อย่างใด

ทองคำกลับยังพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงในระดับที่ราวๆ 1,800 เหรียญสหรัฐ ในวันนี้ ท่ามกลางการคาดคะเนว่าจะไปถึง 2,000 เหรียญสหรัฐ ในไม่ช้าด้วย

ตัวอย่างความเคลื่อนไหวของนักเก็งกำไรอย่างโซรอสนั้น เป็นหลักฐานได้ชัดว่า ราคาทองคำแม้จะถูกมองว่ากำลังเป็นฟองสบู่ แต่การล้มครืนของราคาก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ นักในช่วงนี้ เพราะ......

ประการแรก ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในสหรัฐและยุโรปนั้น ถือเป็นปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาของรัฐบาลกรุงวอชิงตัน ที่กำลังเผชิญหน้ากับหนี้สาธารณะอย่างท่วมท้นถึง 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

อีกทั้งยังจะกู้เพิ่มอีก 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐนั้น น่าจะเป็นหลักประกันได้ว่า สถานะของเงินเหรียญสหรัฐนั้นน่าจะอยู่ในภาวะอ่อนแอในระยะยาว ดังนั้นการลงทุนในตลาดเงินจึงไม่คุ้มค่าเท่ากับการลงทุนในราคาทองคำ

ประการที่สอง สืบเนื่องมาจากปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐนั้น บังคับให้รัฐบาลกรุงวอชิงตันจะต้องใช้มาตรการลดค่าใช้จ่ายลง ทำให้ช่องทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐนั้นเหลือน้อยลงเต็มที่ บีบบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาประกาศยืนยันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะยังคงใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำที่ 0-0.25% ต่อไปอีกอย่างน้อยถึง 2 ปี ไปจนถึงกลางปี 2556

ประการที่สาม แม้ว่าข้อมูลจากสภาทองคำโลก ล่าสุดนั้นจะบอกว่า ความต้องการทองคำโลกในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้จะลดต่ำลง 17% อันเป็นผลจากการลงทุนทองคำในยุโรปลดลง เนื่องจากกำลังถูกรุมเร้าจากวิกฤตหนี้และภาวะเซื่องซึมทางเศรษฐกิจ

แต่กระนั้น สภาทองคำโลกก็ชี้ว่า อินเดียและจีนกำลังขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวใหม่ในตลาดทองคำโลก และจะเป็นผู้นำความต้องการของทองคำโลกด้วย

นอกจากนั้น การเปลี่ยนบทบาทของธนาคารกลางทั่วโลกจากการเป็นผู้ขาย สู่การเป็นผู้ซื้อทองคำ ได้ส่งผลต่อความต้องการและราคาทองคำในตลาดโลกมากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารกลางในเอเชียที่เร่งสะสมทองคำเข้าคลังสำรองกันอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ก็เริ่มหันมาซื้อทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีทีเดียว รวมไปถึงธนาคารกลางแห่งประเทศไทยที่ระดมซื้อทองคำมากขึ้นเช่นกัน

ประการสุดท้าย คือ สภาวะเงินเฟ้อที่กำลังสร้างปัญหาอย่างรุนแรงในเอเชีย และกำลังก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ยุโรปและสหรัฐ ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนวิ่งเข้าหาตลาดทองคำไม่หยุดยั้ง

ดังนั้น หากคำว่า “ฟองสบู่” คือภาวะที่เมื่อราคาตกและไม่มีความต้องการซื้อเหลืออยู่นั้น ทองคำจึงไม่น่าจะเข้าข่าย เพราะทั่วโลกกำลังไว้ใจในเหรียญสหรัฐลดลง และต่างกำลังมองว่าทองคำคือตัวเลือกที่เหมาะสมมากที่สุด ดีมานด์ทองคำยังเต็มเปี่ยม ในสภาวะเศรษฐกิจโลกเช่นนี้

หากตีความคำว่า “ฟองสบู่” ว่า คือการ “สร้างราคาขึ้นไปอย่างไร้ปัจจัยพื้นฐานรองรับ” ก็น่าจะถือว่าทองคำยังไม่เข้าข่ายนี้ เพราะจะเห็นว่า การปรับขึ้นของราคาทองคำนั้น มีปัจจัยรองรับอยู่อย่างแน่นหนา ไม่ว่าจะเป็นการอ่อนค่าของเงินเหรียญสภาพเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่อ่อนแอ

และที่สำคัญที่สุด คือ การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไปของสหรัฐ ที่จะกินเวลาไปอย่างน้อยอีก 2 ปี ที่เป็นหลักประกันสำคัญมากที่สุดที่จะทำให้นักลงทุนวิ่งเข้าหาตลาดทองคำต่อไปเรื่อยๆ

จนกว่าดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มขยับ เงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งโป๊กนั่นแหละ ที่อาจจะทำให้ราคาทองกลายเป็นหนังคนละม้วน

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. กดดันอิหร่าน ขณะยังไม่ทราบชะตากรรมนักบินที่ถูกยิงตก