
ประเทศไทย...รัฐสวัสดิการ...อย่างไร
...มนูญ พุทธวงศ์
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ผมหายหน้าหายตาไปจากหน้านี้เกือบ 2 เดือน เนื่องจากมีภารกิจด้านงานประจำมากมาย จึงหาโอกาสมาแลกเปลี่ยนและเสนอความเห็นต่อท่านผู้อ่านไม่ได้เลย แต่ช่วงนี้งานเริ่มอยู่ในการควบคุมได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าลดลงไปนะครับ
อย่างไรก็ตาม ผมก็จะพยายามนำเสนอความเห็นหรือเนื้อหาที่คิดว่าหลายท่านให้ความสนใจมาแบ่งปันกันอย่างต่อเนื่องต่อไป เข้ามาสู่เนื้อหาที่ผมได้หยิบยกนำมาเสนอในครั้งนี้ อันเนื่องจากว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา หลายๆ ท่านคงได้ยินคำว่า รัฐสวัสดิการ (Welfare State) ออกมาจากสื่อต่างๆ มากมาย บางท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่บางท่านเพิ่งจะเคยได้ยิน แต่ผมเชื่อว่าหลายท่านไม่รู้ว่า การนำเสนอแนวความคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยไปสู่รูปแบบรัฐสวัสดิการ (Welfare State) มีมานานแล้ว ซึ่งเริ่มจากแนวความคิดของท่านปรีดี พนมยงค์ เรื่องแนวความคิดการประกันรายพื้นฐาน โดยเก็บภาษีคนรวยสูงเพื่อนำมาช่วยเหลือคนจน ในปี 2475 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแนวความคิดรัฐสวัสดิการ
อย่างไรก็ตาม แนวความคิดเรื่องรัฐสวัสดิการที่ทุกท่านน่าจะเคยได้ยินมา นั่นคือ ข้อความหนึ่งที่ว่า
“จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” หรือมีชื่อเต็มว่า คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ซึ่งเป็นบทความที่เขียนโดย อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประมาณปี พ.ศ. 2516 หนึ่งในอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้วางรากฐานทางเศรษฐศาสตร์ และวางหลักเกณฑ์ของธนาคารชาติ หรือธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นผู้ริเริ่มให้ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทุนส่งนักเรียนทุนไทยไปศึกษาเรื่องเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทศบทความดังกล่าวถือได้ว่ามีความชัดเจนในเรื่องรูปแบบของรัฐสวัสดิการ เพราะบทความดังกล่าวได้นำเสนอความต้องการพื้นฐานของมนุษย์หรือประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐ ตั้งแต่เกิดจนหมดลมหายใจ ดังนั้นเราสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า มีการนำเสนอแนวความคิดเรื่องนี้มากเกือบ 80 ปีแล้ว อย่างไรก็ตามก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า เหตุใดประเทศไทยยังไปไม่ถึงการเป็นรัฐสวัสดิการเสียที
แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ผมต้องขอเริ่มจากคำว่า รัฐสวัสดิการก่อนซึ่งก็คือ การที่รัฐมีการจัดการให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน โดยจะให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น หลักประกันด้านสุขภาพ หลักประกันด้านการศึกษา หลักประกันด้านการว่างงาน หลักประกันด้านชราภาพ หลักประกันด้านที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน เป็นต้น หากรัฐบาลได้ดูโจทย์ที่ตั้งมาข้างต้น คำถามแรกเลยคือ แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปสร้างให้เกิดการประกันในด้านต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน
ดังนั้น ต้องกลับไปมองที่กระเป๋าเงินของรัฐบาล เงินรายได้ของรัฐบาลในขณะนี้มีเพียงพอที่จะสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อรัฐสวัสดิการไหม หากดูในตัวอย่างของประเทศที่มีการใช้นโยบายรัฐสวัสดิการอย่างชัดเจนนั่นคือ ประเทศสวีเดน โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือ รายได้ของภาครัฐต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ประเทศสวีเดนสูงถึงร้อยละ 40 แต่ก็ไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลประเทศสวีเดนมีรายได้ต่อ GDP สูง เนื่องจากรายได้ของรัฐมาจากการจัดเก็บภาษี และโครงสร้างทางภาษีของประเทศสวีเดน นอกจากมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าแล้ว ภาษีที่เรียกเก็บก็สูงมากตามไปด้วย นี่ก็คือเหตุผลหลัก
ดังนั้น เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย หลายท่านอาจไม่เชื่อว่า ในจำนวนคนทั้งหมด 65 ล้านคน มีคนที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 6 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 9 เท่านั้นเอง หรืออาจพูดได้ว่าขณะนี้เรามีคนหาเงิน 1 คน เลี้ยงคนอีก 10 คนอยู่ ดูเหมือนเป็นภาระที่หนักพอสมควร ซึ่งรายได้ของรัฐต่อ GDP ของประเทศไทยแค่เพียงร้อยละ 18 เท่านั้น และเหตุผลนี้เองที่เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้เสนอปรับปรุงโครงสร้างทางภาษีใหม่เพื่อให้รองรับการเป็นรัฐสวัสดิการ ซึ่งความจริงแล้วการเพิ่มรายได้ของรัฐไม่ได้มาจากการจัดเก็บภาษีให้มากขึ้นเท่านั้น แต่การเพิ่มรายได้ของรัฐอีกทางหนึ่งก็คือ การใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5
–10 แต่ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยาก หลายๆ ท่านคงพอเดาได้ว่าเพราะเหตุใด อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในส่วนของรายได้รัฐบาลพบว่ามีสัดส่วนดังนี้รายได้หลักของภาครัฐคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น การปรับปรุงโครงสร้างทางภาษีที่จะช่วยส่งผลให้รัฐมีรายได้เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญคือ การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อม หมายความว่าเป็นภาษีที่ไม่ได้เรียกเก็บตามรายได้ของผู้เสียภาษี ซึ่งความจริงแล้วขัดกับแนวทางรัฐสวัสดิการที่การเพิ่มรายได้ของภาครัฐต้องเน้นเรื่องการเพิ่มการจัดเก็บภาษีทางตรง เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นั่นเอง ดูไปแล้วแค่เริ่มต้นก็อาจจะหลงทางแล้วได้
หากจะกล่าวโดยสรุปน่าจะตอบได้ว่าประเทศไทยยังห่างไกลกับความพร้อมในการเป็นรัฐสวัสดิการอย่างเป็นรูปแบบ เนื่องจากปัญหาด้านรายได้ของภาครัฐต่อ GDP ที่ยังต่ำ รวมไปถึงรายจ่ายที่ไม่สามารถจ่ายให้กับโครงการรัฐสวัสดิการได้เต็มที่ เนื่องจากเราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาต้องใช้เงินลงทุนในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจก่อน ซึ่งการที่เป็นประเทศที่กำลังพัฒนานี้สะท้อนให้เห็นถึงรายได้ต่อหัวของประชาชน (Income Per Capita) ที่อยู่ในระดับต่ำ (ประมาณ 1.4 แสนบาทต่อปี) เมื่อเทียบกับประเทศที่มีรัฐสวัสดิการชัดเจน เช่น สวีเดน (8.2 แสนบาทต่อปี) (ข้อมูลจาก www.nationmaster.com) ดังนั้น สิ่งที่รัฐควรจะเริ่ม คือ การเพิ่มรายได้ต่อหัวของประชาชนที่จะส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ทางตรง และการปฏิรูปการใช้จ่ายภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพเสียก่อน นี่คือก้าวแรกที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปเป็นรัฐสวัสดิการอย่างเต็มตัว







