
เพิ่มหลักประกันสกัดโกลด์ฟิวเจอร์ส
ดีเดย์19ส.ค.นี้เติมเงิน32%มองทองไปต่อลุ้น2พันเหรียญ
ดีเดย์19ส.ค.นี้เติมเงิน32%มองทองไปต่อลุ้น2พันเหรียญ
โกลด์ฟิวเจอร์สผันผวนราคาพุ่ง สำนักหักบัญชีประกาศเพิ่มมูลค่าหลักประกัน
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) หรือ TFEX เปิดเผยว่า ผลจากราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและผันผวน ทางสำนักหักบัญชี (TCH) ได้มีการประกาศปรับเพิ่มมูลค่าการวางหลักประกันมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.นี้ ในส่วนของโกลด์ฟิวเจอร์ส 50 บาท เป็น 6.27 หมื่นบาทต่อสัญญา จาก 4.75 หมื่นบาทต่อสัญญา โกลด์ฟิวเจอร์ส 10 บาท เป็น 12,540 บาทต่อสัญญา จากเดิม 9,500 บาทต่อสัญญา หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 32%
ขณะที่ซิลเวอร์ฟิวเจอร์ส ปรับลดจาก 29,450 บาทต่อสัญญา เป็น 21,850 บาทต่อสัญญา
“ได้มีการติดตามราคาอ้างอิงเป็นรายชั่วโมงอยู่แล้ว หากเกินหรือต่ำกว่ากรอบที่กำหนดไว้ก็จะปรับมูลค่าหลักประกันให้เหมาะสม” นางเกศรา กล่าว
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มหลักประกันคิดเป็นสัดส่วน 5% ของมูลค่าสัญญา จะไม่ทำให้ความร้อนแรงในการซื้อขายลดลง เพียงแต่จะชะลอลง เหมือนกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่นิวยอร์ก ที่เพิ่มหลักประกันในการซื้อทองคำล่วงหน้าเพื่อลดการเก็งกำไร
ด้านราคาทองคำในตลาดโลกที่พักฐานเพียงช่วงสั้น ก็เริ่มขยับขึ้นมาจอแถว 1,780 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์อีกครั้ง ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศขยับขึ้นตาม แต่ไม่ผันผวนหนักเหมือนช่วงที่ผ่านมา โดยวันที่ 17 ส.ค. สมาคมค้าทองค้าปรับราคาเพียง 2 ครั้ง เช้าเพิ่มขึ้นจากวันก่อน 150 บาท ทองคำแท่งรับซื้อ 25,150 บาท และขายออก 25,250 บาท และครั้งที่ 2 ปรับอีก 50 บาท รับซื้อที่ 2.52 หมื่นบาท และขายออก 2.53 หมื่นบาท
ขณะที่กองทุนเปิดเคแทม โกลด์ อีทีเอฟ แทร็กเกอร์ (GLD) ซึ่งเป็นกองทุนรวม ETF ทองคำ ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นตัวแรก วันที่ 17 ส.ค. ราคาขยับขึ้นไปแตะ 2.54 บาท แต่กลับปิดที่ 2.47 บาท ลดลง 0.03 บาท หรือ 1.2% มูลค่าการซื้อขาย 204.45 ล้านบาท
นายสัญญา หาญพัฒนกิจพานิช ผู้อำนวยการทีมพัฒนาธุรกิจตลาดอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก กล่าวว่า ราคาทองยังมีแนวโน้มขาขึ้นจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ประเมินราคาทองคำสัปดาห์นี้ 1,695-1,820 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 2.412.57 หมื่นบาทต่อบาททอง แนะนำหาจังหวะซื้อบริเวณ 1,740-1,750 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่หากประเทศในยุโรปเริ่มถูกลดอันดับ โดยเฉพาะฝรั่งเศส อังกฤษ หรือเยอรมนี กรอบจะอยู่ที่ 1,650-2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์







