
ทุ่มเงินถมน้ำมันสกัดเงินเฟ้อไม่อยู่
มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล
โดย...ทีมข่าวการเงิน
มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทต่อลิตร เริ่มออกฤทธิ์เดชให้เริ่มเห็นในทางลบให้เห็นกันในด้านการคลังเข้าให้แล้ว
ล่าสุดกระทรวงการคลังเปิดเผยการเก็บรายได้เดือน ก.ค. 2554 ว่ามีจำนวน 1.04 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,332 ล้านบาท หรือ 2.2%
เหตุผลเดียวที่ทำให้การเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าคือ เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันต่ำกว่าประมาณการ 7,592 ล้านบาท จากการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล และเป็นการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่ลดลงเป็นเดือนที่สองในสัดส่วนเดียวกัน
โชคดีที่การเก็บรายได้ในรอบ 10 เดือน ของปีงบประมาณ ยังคงสูงกว่าเป้าหมายกว่า 1.79 แสนล้านบาท หรือ 13.7% เพราะมีการเก็บภาษีในช่วงก่อนลดภาษีน้ำมันได้จำนวนมาก
การเก็บภาษีที่ต่ำกว่าเป้าครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนด้านลบของมาตรการตึงราคาน้ำมันดีเซล ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังจะมีมาตรการชุดใหม่ เลิกเก็บเงินสมทบกองทุนน้ำมันในระยะเวลาอันใกล้นี้จะมองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด
ผลกระทบในเรื่องนี้กระเทือนหลายด้าน แม้แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ได้ออกบทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ โดยประเมินว่ามาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2554 ตามมติคณะรัฐมนตรีให้ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจาก 5.31 บาทต่อลิตร เป็น 0.005 บาทต่อลิตร นั้นได้ส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลดลงในระยะสั้น
สศค.ประเมินว่า หากไม่มีการลดภาษีน้ำมันดีเซลเพื่อตรึงราคาไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร ตอนนี้ราคาน้ำมันขายปลีกจะสูงที่ลิตรละ 34.1 บาท ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถีบตัวเพิ่มขึ้นไปอีก 0.91% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่ม 0.44%
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อดังกล่าวต้องแลกมาด้วยต้นทุนจำนวนมหาศาล โดยการลดภาษีตามมาตรการ 5 เดือน จะต้องเสียรายได้ไปร่วม 3.8 หมื่นล้านบาท เลยทีเดียว
ตอกย้ำให้เห็นว่า ต้นทุนที่ทุ่มไปจำนวนมากแค่ เวลา 5 เดือนเช่นนี้ เป็นการชะลอให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลงเท่านั้น
ไม่ได้หมายความว่า ทำให้เงินเฟ้อลดลง ดังนั้นมาตรการนี้จึงควรเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น
เพราะหากใช้มาตรการลดภาษียาวๆ แล้ว นอกจากจะเสียเงินภาษีจำนวนมหาศาลแล้วจะทำให้ฐานะการเงิน ฐานะการคลังของรัฐบาลมีปัญหาได้ และยังเป็นการบิดเบือนการใช้น้ำมันดีเซลของประชาชน ผู้ผลิตให้มากขึ้น
ตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลที่ สศค.สำรวจมานั้นชัดเจนว่า การลดภาษีให้กับกลุ่มที่มีการใช้น้ำมันดีเซลมีผลทำให้ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะมาตรการนี้ได้ทั้งพ่อค้า แม่ขาย ที่ต้องใช้รถกระบะเพื่อเชิงพาณิชย์ และผลบุญของมาตรการยังส่งตรงไปถึงกลุ่มคนที่ใช้รถกระบะที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ที่มีเป็นจำนวนมากอีกด้วย
ซึ่งต้องยอมรับว่า ยอมเสียส่วนน้อย เพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ เพื่อให้มีเวลาตั้งหลักรับมือสถานการณ์ได้โดยที่ไม่ล้มไปกลางคัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเห็นจุดอ่อนของมาตรการ แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังประกาศเดินหน้ายกเลิกการเก็บกองทุนน้ำมันตามที่หาเสียงไว้
นอกจากนี้ ยังมีการคิดที่จะลดเทกระจาดลดภาษีน้ำมันเบนซินอีกด้วย เพื่อเป็นการเอาใจคนขับรถทุกระดับทั่วไทย
การดำเนินการยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนของพรรคเพื่อไทย จะดำเนินการทันทีหลังแถลงนโยบายกับสภา โดยประกาศจะยกเลิกการเก็บภาษีน้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 7.50 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 จำนวน 6.70 บาทต่อลิตร และดีเซล 2.80 บาทต่อลิตร
ผลของการดำเนินการเช่นนี้ จะทำให้กองทุนมีรายได้หายไป 3,000 ล้านบาท ซึ่งปกติจะต้องนำไปชดเชยราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์และก๊าซหุงต้ม
พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ออกมาบอกว่า จะกู้เงินมาชดเชยราคาก๊าซแทนเงินกองทุน โดยเริ่มต้นจะดำเนินโครงการนี้ประมาณ 6 เดือน ซึ่งต้องกู้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท มาชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม
แน่นอนว่า ถ้าหากใช้มาตรการนี้ 1 ปี ก็ต้องกู้เงิน 4 หมื่นล้านบาท
การดำเนินการดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย ทำไปเพื่ออะไร จะส่งผลดีให้เงินเฟ้อลดลงหรือไม่ ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะที่ผ่านมานักวิชาการกล่าวโจมตีอย่างหนักว่า เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
และการลดราคาน้ำมันเบนซินลงมาก็ไม่ได้ชะลอการขึ้นของเงินเฟ้อ เหมือนการลดราคาน้ำมันดีเซล
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบทำให้การบิดเบือนการใช้น้ำมันเบนซิน 95 และเบนซิน 91 มากขึ้น และทำให้การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์มีปัญหาคนใช้น้อยลง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่กระทบกับเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังมาทำเอทานอลอีกด้วย
ดังนั้นเงินที่เสียไป 2 หมื่นล้านบาทใน 6 เดือน หรืออาจจะ 4 หมื่นล้านบาทใน 1 ปี ก็เป็นการใช้เงินรัฐบาลมาหาเสียงทางการเมืองแทบทั้งสิ้น
แถมยังไม่ได้แก้ปัญหาอะไร แต่กลับให้รัฐเป็นหนี้เพิ่มขึ้น กลไกการใช้น้ำบิดเบือนมากขึ้น
นอกจากนี้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ยังออกมาบอกว่า จะมีการลดภาษีสรรพสามิตเบนซินให้ต่ำลงกว่าที่เก็บปัจจุบันเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ยิ่งเป็นการลากฐานะการเงินของประเทศลงมาลุยกองไฟให้มีปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก
ลำพังการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลรายได้หายไปก่อนโต หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินที่เก็บอยู่ลิตรละ 7 บาทลงมาอีก ก็จะยิ่งทำให้รายได้ทรุดลงไปอีก
อย่างที่บอกว่า การลดภาษีราคาน้ำมันเบนซิน ไม่ได้ส่งผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจแต่ประการใด หากแต่ยังเป็นการเพาะนิสัยให้คนใช้น้ำมันไม่ประหยัดกันอีก
การนำคะแนนนิยมทางการเมืองมาเป็นตัวชี้นำออกมาตรการทั้งยกเลิกเก็บเงิน หรือลดภาษีน้ำมัน จึงน่าจะเป็นการผลาญเงินประเทศที่ได้ไม่คุ้มเสีย
เพราะจะเห็นได้ชัดแล้วว่า มาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ได้ช่วยทำให้เงินเฟ้อชะลอลดลงเลย ราคาข้าวของยังแพง ราคาหมูไม่ยอมลด ราคาพุ่งจะถึง 200 บาทต่อกิโลกรัมเข้าไปแล้ว
ที่สำคัญนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน และขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ยังทำให้ราคาสินค้าพุ่งไปดักรอหน้า
ยิ่งพอมีกระแสว่า การขึ้นค่าแรงจะทำได้เป็นหย่อม ไม่กี่จังหวัด แต่ราคาสินค้า หรือเงินเฟ้อกลับขึ้นไปทุกหย่อมหญ้าของเมืองไทยแล้ว
โปรดอย่าลืมว่า ตอนมีข่าวจะขึ้นค่าแรงราคาสินค้าขึ้นไปรอบหนึ่ง พอขึ้นค่าแรงมีผลจริงราคาสินค้าก็จะปรับอีกรอบหนึ่งเสมอ
ขณะที่อีกด้านหนึ่งที่น่าจะเป็นนิสัยของผู้ประกอบการ ขณะที่ข้าราชการทำได้แค่มองตาปริบๆ คือ ในทุกครั้งที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับราคาสูงขึ้น ผู้ประกอบการก็จะขึ้นราคาสินค้าทันที แต่พอราคาน้ำมันลงราคาสินค้าก็ไม่เคยลง
เรื่องนี้จึงเป็นหลุมพรางใหญ่ของทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย เพราะต้องเสียเงินอาจจะถึงครึ่งแสนล้านบาท แต่ทำให้เงินเฟ้อลดลงไม่ได้
ที่ผ่านมารัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยเผชิญปัญหาการกู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมันมาแล้ว เพราะไม่กี่เดือนเป็นหนี้ร่วม 8 หมื่นล้านบาท และก็ต้องยกเลิกเพราะกู้ต่อไปไม่ไหว ซึ่งเงินดังกล่าวก็ไม่ได้ส่งผลประโยชน์อะไรทางเศรษฐกิจ นอกจากคนใช้น้ำมันถูกและมากขึ้น
นี่จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่า การเลิกเก็บกองทุนน้ำมัน และจะลดภาษีน้ำมันดีเซล ลดภาษีเบนซินจะก่อให้เกิดประโยชน์เศรษฐกิจอย่างไร
และถูกต้องหรือไม่กับการต้องใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาลมาหาเสียงทิ้งลงทะเลเช่นนี้







