posttoday
บิ๊กโฟร์ยูโรโซนกระอัก ศก.จอด-หนี้รุม

บิ๊กโฟร์ยูโรโซนกระอัก ศก.จอด-หนี้รุม

17 สิงหาคม 2554

สถานการณ์ในห้วงเวลานี้แทบจะไม่มีเวลาให้โลกได้พักหายใจกันเลยทีเดียว

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

สถานการณ์ในห้วงเวลานี้แทบจะไม่มีเวลาให้โลกได้พักหายใจกันเลยทีเดียว เพราะทันทีที่ตลาดคลายความวิตกกังวลกับปัญหาหนี้และการลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ ก็มีเหตุระทึกกระตุกหัวใจกับปัญหาหนี้ในยุโรปต่อทันที

แถมเหตุเขย่าประสาทในรอบนี้ไม่ใช่ระดับพระรองตัวประกอบอย่างกรีซหรือโปรตุเกสอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นกับ 4 พระเอกระดับบิ๊กของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) อย่าง เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มยูโรโซน

สำหรับอิตาลีและสเปน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 และ 4 ของกลุ่ม ยังไม่นับว่าน่าแปลกใจเท่าไรนัก เนื่องจากตั้งแต่ที่ปัญหาหนี้บานปลายมาถึงโปรตุเกส อิตาลีและสเปนก็ได้รับการจับตามองมาโดยตลอดว่าจะต้องเข้าคิวขอความช่วยเหลือจากอียู หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เป็นรายต่อไปหรือไม่ เนื่องจากระดับหนี้ต่อจีดีพีของอิตาลีพุ่งกระฉูดถึง 120% และสเปนอยู่ที่ราว 75% สวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในไตรมาส 2 ล่าสุด อิตาลีมีการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) 0.1% ขณะที่สเปนดีหน่อยอยู่ที่ 0.2%

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความตระหนกให้กับบรรดานักลงทุน และนักวิเคราะห์อย่างมากถึงมากที่สุดก็คือตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของ 2 พระเอกระดับเทพอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี ที่มีผลต่ำกว่าการคาดการณ์คาดหวังของตลาด

ทั้งนี้ หากติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในฟากยุโรปอย่างต่อเนื่อง ต้องยอมรับว่า 2 พระเอก เช่น เยอรมนีกับฝรั่งเศส นับเป็นหัวหอกสำคัญในการเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้ภายในภูมิภาคนี้มาโดยตลอด และพยายามอย่างหนักที่จะสกัดไม่ให้ปัญหาหนี้สาธารณะลุกลามกระจายเป็นวงกว้างออกไ

บิ๊กโฟร์ยูโรโซนกระอัก ศก.จอด-หนี้รุม

เรียกได้ว่าทุ่มทุนลงแรงมากที่สุด ตลอดจนการผนึกกำลังกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และไอเอ็มเอฟ งัดเอาสุดยอดมาตรการมาใช้ ทั้งปรับโครงสร้างหนี้ ยืดอายุการชำระหนี้ ให้เงินช่วยเหลือหลายล้านเหรียญสหรัฐ และอนุมัติงบประมาณมหาศาลเพื่อซื้อหนี้คืน

ขณะเดียวกัน แม้จะต้องเผชิญหน้ากับจอมวายร้ายอย่างหนี้ แต่เศรษฐกิจของฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนี ยังคงมีความแข็งแกร่ง เห็นได้จากตัวเลขการเติบโตของประเทศเยอรมนีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2554 นี้ ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.3%

เรียกได้ว่าเยอรมนีคือพระเอกขี่ม้าขาวผู้แข็งแกร่ง และเป็นความหวังหนึ่งเดียวของภูมิภาคยูโรโซนที่จะจัดการปัญหาหนี้ในกลุ่ม ควบคู่ไปกับการฉุดดึงภูมิภาคให้ลอยตัวจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกโดยรวมได้

แต่ทว่า ทันทีที่สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนีประกาศตัวเลขการเติบโตประจำไตรมาส 2 ออกมา เยอรมนีกลับโตขึ้นเพียงแค่ 0.1% เท่านั้น เพราะได้รับพิษจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจนกระทบต่อยอดการส่งออกอุตสาหกรรมเครื่องจักรและรถยนต์ลดลง ขณะที่พระเอกคู่หูอย่างฝรั่งเศส อีกหนึ่งความหวังสำคัญ ก็มีการเติบโตเท่ากับ 0% แถมอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่อยู่ที่ระดับ AAA ยังสุ่มเสี่ยงที่จะโดนหั่นเครดิต

ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดหวังกันไว้ก่อนหน้า สร้างความผิดหวังอย่างมาก และส่งผลให้ตลาดโลกเกิดความกังวลกังขาถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในภูมิภาคยูโรโซนทั้งภูมิภาคว่าอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งมากเท่ากับที่ได้คาดการณ์กันไว้ และอาจไม่สามารถโงหัวจากกองหนี้ที่สุมทับหัวอยู่ได้

เพราะขนาดสองบิ๊กแห่งอียูซึ่งเป็นหลักของระบบเงินสกุลยูโรที่ใช้กันอยู่ในภูมิภาค และผู้สนับสนุนคนสำคัญในการอัดฉีดเงินช่วยเหลือกว่า 4.4 แสนล้านยูโร เพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ ยังคางเหลืองร่อแร่ แล้วประสาอะไรกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม

คริสโตเฟอร์ วีล นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ ธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเยอรมนีถึงกับระบุว่า นับจากนี้ไปปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะความพร้อมและศักยภาพของประเทศที่มีเครดิตหนี้ดีจะลดน้อยถอยลงไป

ขณะเดียวกัน มาตรการซื้อพันธบัตรคืนจากประเทศที่มีปัญหาหนี้อย่างสเปนและอิตาลีของอีซีบี เพื่อช่วยให้พันธบัตรของทั้งสองประเทศมีระดับอัตราผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล ก็จะกลายเป็นปัญหาทันที เพราะการเติบโตที่อ่อนแอของภูมิภาคทำให้สถาบันทางการเงินทั้งหลายมีข้ออ้างสำคัญในการเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนไม่มีแรงดึงดูดนักลงทุนให้นำเงินเข้ามาลงทุน

สภาพการณ์ดังกล่าวแทบไม่ต้องเดาก็พอจะมองเห็นอนาคตรำไรของครึ่งปีหลังที่เหลือของประเทศต่างๆ ในกลุ่มยูโรโซนแล้วว่าคงไม่อาจหลีกเลี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาของภูมิภาคได้แน่

เพราะขนาดพระเอกล่ำบึ๊กอย่างเยอรมนีที่มีกำลังการผลิตมาเป็นอันดับ 1 โดยมีผลผลิตคิดเป็นสัดส่วน 27% ของผลผลิตในกลุ่มทั้งหมด และเป็นแกนหลักสำคัญในการฉุดกระชากลากดึงประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ให้พ้นวิกฤตให้ได้ ยังหืดขึ้นคอ แล้วประเทศเล็กๆ จะเหลืออะไร ถ้าไม่ใช่ก้มหน้ารับชะตากรรมเศรษฐกิจที่ซบเซาชะลอตัว

แต่แน่นอนว่าบรรดา 17 ประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนย่อมไม่ได้หวังพึ่งรอคอยความช่วยเหลือจากเยอรมนีหรือฝรั่งเศสแต่เพียงอย่างเดียว เห็นได้จากการที่บรรดาประเทศต่างๆ เช่น อิตาลี เร่งออกมาตรการรัดเข็มขัดขนานใหญ่ ขณะที่สเปนก็เดินหน้าตัดลดค่าใช้จ่ายอย่างเร่งด่วนเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากบรรดานักลงทุน

ด้านเยอรมนีและฝรั่งเศสก็ยังคงเดินหน้าไม่ลดละ มุ่งมั่นแก้ปัญหาภายในภูมิภาค ประมาณว่ารวมกันเราอยู่ แยกอยู่เราไม่รอดต่อไป เพราะโดยหลักการแล้ว การใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันเพียงหนึ่งเดียว ย่อมมีความแข็งแกร่งมากกว่าการปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างใช้สกุลเงินของใครของมัน

อย่างไรก็ตาม การเร่งรีบตัดการใช้จ่ายของรัฐก็ถือเป็นดาบสองคมที่จำต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง เพราะแม้จะช่วยลดปัญหาหนี้สาธารณะได้ แต่ก็มีแนวโน้มจะซ้ำเติมเศรษฐกิจของยุโรปที่กำลังชะลอตัวจากอานิสงส์ของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะซบเซา

ทั้งนี้ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ได้ออกมาเตือนแล้วว่า การก้มหน้าก้มตาเหยียบเบรกชนิดหัวทิ่มบ่อของประเทศในยุโรปเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ อาจสร้างความเสียหายให้กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

เพราะแม้นักลงทุนจะไม่ชอบตัวเลขหนี้ที่สูงลิ่วและอาจชื่นชมแผนรัดเข็มขัดที่เข้มงวด แต่ขณะเดียวกันนักลงทุนก็ไม่พิสมัยอัตราการเติบโตที่ไม่กระเตื้องด้วยเช่นกัน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท