
ลดดอก-น้ำมัน
‘ธีระชัย’เล็งปรับเป้าเงินเฟ้อ-‘พิชัย’ยันลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ
‘ธีระชัย’เล็งปรับเป้าเงินเฟ้อ-‘พิชัย’ยันลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ
รมว.คลัง มาเหนือเมฆ เปิดนโยบายขยายกรอบเงินเฟ้อเพื่อหยุดดอกเบี้ยขึ้น
เมื่อวันที่ 15 ส.ค. รัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกกระทรวงดีเดย์เข้าทำงานวันแรกพร้อมแถลงนโยบายที่จะดำเนินการ โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยว่า ให้ผู้บริหารกระทรวงการคลังเตรียมข้อมูลไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังแถลงนโยบายต่อสภา จะหารือว่ากรอบอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันตั้งไว้ที่ 0.5-3% เหมาะสมหรือไม่
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.เป็นผลดีต่อการควบคุมเงินเฟ้อ แต่กระทบกำลังซื้อของประชาชน จึงให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังศึกษาว่าควรจะปรับเปลี่ยนหรือไม่
รมว.คลัง กล่าวว่า ได้ให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยรวบรวมข้อมูลมาเสนอภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มกองทุนหมู่บ้าน และบัตรเครดิตชาวนา เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติ โดยยึดกรอบวินัยทางการเงิน การคลัง แต่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้ ซึ่งกระทรวงการคลังต้องทำหน้าที่ประสานระหว่างความใฝ่ฝันทางการเมืองกับการดำเนินการที่มีความเป็นไปได้ทางวิชาการ
ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ก็ยืนยันที่จะปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน โดยจะเริ่มในเดือน ก.ย.นี้ แม้จะมีนักวิชาการและผู้ค้าน้ำมันไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่อาจจะเป็นมาตรการระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันได้เปลี่ยนแปลงจากช่วงก่อนหน้า โดยระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับลดลงมามาก
สำหรับวิธีการ นายพิชัย กล่าวว่า จะกู้เงินมาชดเชยรายได้ที่หายไปของกองทุนน้ำมันฯ ประมาณเดือนละ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถใช้มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่อนุมัติให้สถาบันบริหารกองทุนพลังงานกู้เงินไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท ได้ แต่จะกู้เงินระยะสั้นเท่านั้น หลังจากนโยบายเพิ่มค่าครองชีพให้กับประชาชนของรัฐบาลมีผลในทางปฏิบัติเมื่อไหร่ก็จะกลับมาเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ อีกครั้ง
นโยบายตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ (เอ็นจีวี) นั้น ในช่วงสั้นคงต้องตรึงราคาต่อไป แต่ระยะยาวจะต้องปรับราคาบ้างเพื่อรองรับกับการเปิดเสรีการค้าในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปี
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้จะมีการพิจารณาร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อสภา ซึ่งจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.นโยบายเร่งด่วน และ 2.นโยบายระยะยาว ในกรอบระยะเวลา 4 ปี สำหรับนโยบายเร่งด่วนมีอยู่กว่า 16 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเอาไว้ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำชับว่าจะต้องทำนโยบายระยะสั้นให้เห็นผลใน 6 เดือนให้ได้







