posttoday
ตะวันออกกลางหมดเสน่ห์มะกันหันหน้างาบ'เอเชีย'

ตะวันออกกลางหมดเสน่ห์มะกันหันหน้างาบ'เอเชีย'

16 สิงหาคม 2554

หากกล่าวว่าปีนี้นับเป็นปีหายนะสำหรับประวัติศาสตร์ของสหรัฐก็คงไม่ผิด

หากกล่าวว่าปีนี้นับเป็นปีหายนะสำหรับประวัติศาสตร์ของสหรัฐก็คงไม่ผิด

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

หากกล่าวว่าปีนี้นับเป็นปีหายนะสำหรับประวัติศาสตร์ของสหรัฐก็คงไม่ผิด เพราะอะไรที่สหรัฐไม่เคยเจอ ก็ต้องมาเจอในปีนี้แทบทั้งสิ้น

ไล่เรียงตั้งแต่สถาบันการเมืองที่ขาดเสถียรภาพอย่างหนัก กระทบต่อปัญหาการแก้ปัญหาหนี้กองโต จนโดนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกลดอันดับเครดิตประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี และกลายเป็นตัวฉุดให้เศรษฐกิจเดินหน้าซบเซารอบใหม่ในเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2551

ขณะที่ความมั่นคงของประเทศก็ยังคงถูกท้าทายจากปัญหาการก่อการร้าย และมีทีท่าว่าจะแข็งกร้าวขึ้น หลังจากที่พันธมิตรคนสำคัญในตะวันออกกลางกำลังปวดหัวกับเหตุความไม่สงบภายในภูมิภาค

ตะวันออกกลาง ถือเป็นภูมิภาคสำคัญที่สหรัฐให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในด้านนโยบายการต่างประเทศ ในฐานะที่เป็นพันธมิตรคนสำคัญสำหรับสงครามต่อต้านการก่อการร้าย หรือนโยบายทางเศรษฐกิจ ในฐานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันให้กับผู้บริโภครายใหญ่อย่างสหรัฐ

ตะวันออกกลางหมดเสน่ห์มะกันหันหน้างาบ'เอเชีย'

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสถานการณ์ความไม่สงบและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางทำให้สหรัฐไม่อาจเข้าไปมีบทบาทได้มากนัก แม้ว่าจะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ที่สหรัฐเคยได้รับอย่างมหาศาลก็ตาม เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไปเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยตามแนวทางที่สหรัฐเชิดชูมาตลอด

สถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลให้สหรัฐจำต้องหันกลับมาทบทวนและปรับเปลี่ยนบทบาทท่าทีของตนเองในฐานะยักษ์ใหญ่ของโลกเสียใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งหน้าแสวงหาพันธมิตรหน้าเก่าที่คุ้นเคยกันดีอย่างเอเชีย หลังจากที่ทำตัวห่างเหินไปนาน และปล่อยให้จีนทำคะแนนนำลิ่วเชื่อมสัมพันธ์แนบแน่น

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน หลังจากที่ เคิร์ต แคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ยอมรับว่า สหรัฐเริ่มดำเนินนโยบายโดยให้ความสำคัญกับประเทศในภูมิภาคเอเชียแห่งนี้มากขึ้น แทนที่จะมุ่งทุ่มความสนใจไปที่ตะวันออกกลางแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนที่แล้วมา โดยไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะประเทศใหญ่ๆ อย่างจีนหรืออินเดียเท่านั้น แต่หมายถึงประเทศเล็กประเทศน้อยอื่นๆ ในภูมิภาคที่สหรัฐย้ำชัดว่ามีความสำคัญเท่าเทียมกัน เช่น บรรดาประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

ตัวอย่างท่าทีที่ยืนยันคำพูดของสหรัฐได้ดีที่สุดก็คือ กรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้ ระหว่างประเทศจีนกับฟิลิปปินส์และเวียดนาม ที่สหรัฐลุกขึ้นมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพร้อมสนับสนุนฟิลิปปินส์และเวียดนามในการปกป้องพื้นที่เหนือน่านน้ำของตนเองด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์ ตลอดจนช่วยฝึกซ้อมรบ จนจีนต้องออกมาคำรามระลอกใหญ่ไม่ให้สหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง สร้างแรงกดดันตึงเครียดในภูมิภาค ก่อนที่เรื่องทุกอย่างจะคลี่คลายลงด้วยการดึงอาเซียนเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา

นอกจากนี้ สหรัฐยังเดินหน้าบรรลุข้อตกลงหลายฉบับกับอาเซียนเพื่อช่วยดูแลความสงบสุขเรียบร้อยในภูมิภาค และให้ความร่วมมือในการจัดการพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน โดยไม่ลืมที่จะเจรจาตกลงกับอาเซียนในเรื่องเงื่อนไขเขตการค้าเสรี ที่สหรัฐต้องการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มตัว ทั้งในระดับสมาคมอาเซียน และระดับทวิภาคีกับประเทศนั้นๆ โดยตรง

เพราะในขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐกำลังอ่อนด้อยถอยลง แต่ภูมิภาคเอเชียกลับยังคงคึกคักสดใส จนผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย รวมถึงประธานธนาคารโลก โรเบิร์ต โซเอลลิก ยังต้องยอมรับว่าภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มขึ้นแท่นเป็นผู้นำหัวรถจักรสำคัญของโลก ทำให้สหรัฐเริ่มหวังที่จะผูกสัมพันธ์เอเชียให้แน่นแฟ้นเพื่อช่วยฉุดดึงเศรษฐกิจของสหรัฐให้เติบโตขึ้นมาได้

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าความหวังของสหรัฐที่จะหันมาซบพึ่งพาเอเชียจะง่ายดายเหมือนเช่นที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์ในแต่ละประเทศของภูมิภาคเอเชียในปัจจุบันก็ใช่ว่าจะดีนัก

เพราะต้องไม่ลืมว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและประเทศต่างๆ ในเอเชีย รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ล้วนพึ่งพาการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ และอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐแทบทั้งสิ้น

เท่ากับว่า หากเสาหลักของโลกในปัจจุบันอย่างสหรัฐเซ เอเชียก็ตกที่นั่งลำบากอย่างไม่ต้องสงสัย

แนวคิดดังกล่าวยืนยันได้จากคำพูดของนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง แห่งสิงคโปร์ ซึ่งแม้จะยอมรับว่าตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนและอินเดียจะรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ค่อนข้างดีเยี่ยม แต่เอเชียยังคงต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงระลอกใหม่หากโลกเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย

ความหวาดวิตกของลีเซียนลูงไม่ได้เกินเลยจากความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย เห็นได้จากตัวเลขการส่งออก โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศสิงคโปร์ในไตรมาส 2 ที่หดตัวลงถึง 6.5% เพราะความต้องการบริโภคสินค้าในตลาดโลกลดลง

ทั้งนี้ ในช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยเมื่อปี 2551 สิงคโปร์นับเป็นชาติแรกในเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าว ก่อนที่จะค่อยๆ ประคองตัวฟื้นขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2553

นอกจากนี้ รายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยังระบุอีกว่าเนื้อแท้ของเศรษฐกิจเอเชียยังคงมีความเปราะบางมาก ทั้งด้านการบริหารจัดการของรัฐที่ยังไม่เสถียรภาพ โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ยังอ่อนแอ และช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ยังมีอยู่สูงมาก

ปัญหาข้างต้นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เอดีบีระบุว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่คอยถ่วงให้เอเชียไม่อาจก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของโลกได้ แต่ใช่ว่าเอเชียจะไม่สามารถเป็นได้ เพราะเอดีบีและนักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างเห็นพ้องตรงกันว่า ด้วยความสมบูรณ์ทางทรัพยากร และกำลังพล เอเชียดูจะมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรง และมีแรงขับเพียงพอที่จะสามารถเคลื่อนโลกให้รุดไปข้างหน้าได้

แนวโน้มที่เป็นไปได้เหล่านี้ ก็เรียกได้ว่าเพียงพอแล้วที่จะให้พี่เบิ้มอย่างลุงแซมต้องปรับเปลี่ยนท่าทีต่อเอเชียเสียใหม่ และหาทางขยายพันธมิตรในภูมิภาคจากเดิมที่มีอยู่เพียงไม่กี่ประเทศให้ครอบคลุมทั่วเอเชียมากขึ้น

เพราะอย่างน้อยที่สุดในขณะที่ประเทศกำลังย่ำแย่จวนเจียนจะล้ม จะได้มีมือคอยดันไม่ให้ล้มเสียงดังได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท