
กฤษฏีกาชงครม.ตีตกกฎหมายกู้เงิน
กฤษฏีกาชงความเห็นตีตกสภาขอแก้ไขร่างพ.ร.บ.กู้เงินต่างประเทศฟื้นเศรษฐกิจจากเพื่อทราบขอพิจารณารายโครงการทำไม่ได้ โยนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
กฤษฏีกาชงความเห็นตีตกสภาขอแก้ไขร่างพ.ร.บ.กู้เงินต่างประเทศฟื้นเศรษฐกิจจากเพื่อทราบขอพิจารณารายโครงการทำไม่ได้ โยนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 16 ก.พ. คณะกรรมการกฤษฏีกาได้เสนอความเห็น เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ ครม.ทราบ
ทั้งนี้สืบเนื่องจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 53 ครม. ได้ขอหารือกฤษฏีกา เฉพาะประเด็น 1. อำนาจการพิจารณาของรัฐสภา กรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา 3 จากให้ครม. เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.บ.นี้ ต่อรัฐสภา “เพื่อทราบ” ก่อนเริ่มดำเนินการเป็น “ ….” ให้ครม.เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพ.ร.บ.นี้ต่อรัฐสภา” เพื่อพิจารณา” ก่อนเริ่มดำเนินการโดยแสดงรายละเอียดของโครงการที่จะนำเงินกู้ไปใช้จ่ายนั้น จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นและจะเป็นการก้าวก่ายอำนาจฝ่ายบริหารหรือไม่อย่างไร
2. กรณีที่จะแก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา 3 ให้แต่ละสภาตั้งบุคคลที่เป็นสมาชิกแห่งสภานั้นๆ เป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณากรอบและรายละเอียดของโครงการที่จะนำเงินกู้ไปใช้จ่ายแต่ละครั้ง และให้เสนอผลการพิจารณาและกรอบการใช้จ่ายเงินกู้นั้นต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบก็ดีหรือเพื่อให้ความเห็นชอบก็ดี จะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นหรือไม่อย่างไร หรือกรณีที่จะแก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา 3 ให้ประธานรัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นพิจารณาศึกษารายละเอียดของโครงการที่จะนำเงินกู้ไปใช้จ่ายแต่ละครั้งแล้วให้เสนอผลการพิจารณากรอบการใช้จ่ายเงินกู้นั้นต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นหรือไม่อย่างไร
ผลปรากฎว่าคณะกรรมการกฤษฏีกา ได้พิจารณาออกมาว่า ในชั้นนี้ยังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าการกำหนดความดังกล่าวเป็นกรณีที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และอาจเป็นการก้าวก่ายอำนาจของฝ่ายบริหารหรือไม่ แต่มีข้อสังเกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมเพียงเท่าที่แก้ไขมานี้ในทางปฏิบัติก็ไม่อาจปฏิบัติได้ เพราะขาดความชัดเจนว่าสภาทั้งสองจะดำเนินการอย่างไรในการพิจารณา
ประเด็นข้อสอง เห็นว่าการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาจะกระทำได้ก็แต่เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเช่น กรณีตามมาตรา 145 และมาตรา 147 และโดยกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาย่อมเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ การที่จะแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 3 แห่งร่าง พ.ร.บ.ฯตามแนวทางดังกล่าวจึงเป็นการสร้างกระบวนการพิจารณาทางรัฐสภาขึ้นใหม่ นอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซี่งไม่อาจทำได้เพราะจะเป็นการขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
สำหรับประเด็นปัญหาว่ากรณีที่จะแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ฯ ให้ประธานรัฐสภาตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาศึกษารายละเอียดของโครงการที่จะนำเงินกู้ไปใช้จ่ายแต่ละครั้งแล้วให้เสนอผลการพิจารณากรอบการใช้จ่ายเงินกู้นั้นเห็นว่าไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา 3 ตามแนวทางที่หารือได้เช่นกัน เพราะเป็นกรณีที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา ทั้งยังเป็นการสร้างกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาขึ้นใหม่ จึงเป็นการขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
“ข้อหารือนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย ดังนั้น การให้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฏีกาคณะพิเศษ ในเรื่องนี้จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามมติของครม.เท่านั้น การวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุดย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ” ความเห็นกฤษฏีกา ระบุ







