
แนะรัฐคุมผลิตยาเส้นเหตุฮิตสูบตั้งแต่วัย15
เปิดผลวิจัยชายกว่า 70% สูบยาเส้นครั้งแรกตั้งแต่ 15 ปี
เปิดผลวิจัยชายกว่า 70% สูบยาเส้นครั้งแรกตั้งแต่ 15 ปี
นายบัวพันธ์ พรหมพักพิง ภาควิชาพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดผลการศึกษาเรื่อง “เส้นทางยาเส้น : เกษตรกรผู้ปลูก ผู้ผลิตยาเส้น ผู้จำหน่าย และผู้บริโภคบุหรี่มวนเอง” พบว่า ปัจจุบันมีบุหรี่เส้นวางจำหน่ายหลายยี่ห้อ เพราะมีเกษตรกรปลูกใบยาสูบป้อนให้โรงงานผลิตยาเส้นเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้คนไทยหันมาสูบยาเส้นเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้บริโภคซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ใน 4 จังหวัด (ร้อยเอ็ด หนองคาย เพชรบูรณ์ และเชียงราย) เป็นชายอายุเฉลี่ย 49 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 4,568 บาท พบว่า 66% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด จบชั้นประถมศึกษาและมากกว่าครึ่งมีอาชีพเกษตรกรรม โดยกลุ่มตัวอย่าง 71.8% เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่ในช่วงอายุ 15-30 ปี และบุหรี่ที่สูบครั้งแรกคือ ยาเส้นสูงถึง 73.8%
นอกจากนี้ ใน 1 เดือน ผู้สูบยาเส้นม้วนเองจะมีจำนวนวันที่สูบมากกว่าสูบบุหรี่ซอง 3 เท่า ในแต่ละวันจะสูบยาเส้นเฉลี่ย 16.3 มวน ขณะที่ถ้าสูบบุหรี่ซองอยู่ที่วันละ 4.8 มวน เพราะยาเส้นมีราคาถูกกว่า ขณะเดียวกันผู้สูบยาเส้นตระหนักถึงพิษภัยจากการสูบอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากเข้าใจผิดว่าบุหรี่ม้วนเองมีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ซอง
อย่างไรก็ตาม การสำรวจพบว่า ผู้สูบยาเส้น 52% ไม่เห็นภาพคำเตือนบนซองยาเส้น ขณะที่มากกว่า 72% เมื่อเห็นภาพคำเตือนแล้วทำให้นึกถึงผลกระทบต่อสุขภาพ และภาพคำเตือนมีผลต่อการเลิกยาเส้นของผู้บริโภคถึง 61.8% ดังนั้น หากไม่มีการควบคุมจะทำให้แนวโน้มการบริโภคขยายตัวมากขึ้น จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจและให้ความรู้ที่ถูกต้อง
นายบัวพันธ์ กล่าวอีกว่า ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ารัฐยังขาดกรอบนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการควบคุมยาสูบและบุหรี่ม้วนเอง จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1.จำกัดและควบคุมพื้นที่ปลูกยาสูบให้เข้มงวดขึ้น 2.ปรับปรุงระบบภาษีใหม่ ทั้งวิธีการจัดเก็บตลอดจนอัตราภาษีที่เหมาะสม 3.กำหนดเกณฑ์มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ยาสูบ และ 4.รณรงค์เพื่อลดจำนวนผู้สูบทั้งบุหรี่ซองและบุหรี่ม้วนเอง รวมทั้งป้องกันนักสูบหน้าใหม่







