
ลงทุนนอกสะท้อนกองทุนสะเทือน
ต้องบอกว่าสถานการณ์ในขณะนี้บรรดาประชาชนผู้ถือหน่วยลงทุน
ต้องบอกว่าสถานการณ์ในขณะนี้บรรดาประชาชนผู้ถือหน่วยลงทุน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ต้องบอกว่าสถานการณ์ในขณะนี้บรรดาประชาชนผู้ถือหน่วยลงทุน รวมถึงบรรดาผู้จัดการกองทุน ต่างตกอยู่ในภาวะของอาการใจหายตุ๊มๆ ต้อมๆ
เนื่องจากพิษสงของวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐนั้นลึกกว่าที่คาด ร้ายแรงเกินกว่าที่คิด ขณะที่วิกฤตหนี้ของสหภาพยุโรปก็ขยายวงลุกลามจากกรีซ ไอซ์แลนด์ มาสเปน พุ่งเข้าชนอิตาลี ไประเบิดตูมที่ฝรั่งเศส
ผลที่ตามมาคือ ค่าเงินเหรียญสหรัฐ ค่าเงินยูโร ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ทรัพย์สินต่างๆ ที่นักลงทุนถือครองอยู่ทรุดตัวลง ด้อยค่าลงชนิดที่เรียกว่า ฮวบฮาบ
ความเสียหายจากการด้อยค่า หรือทรัพย์สินที่ถือครองนั้นมีมูลค่าที่ลดลง มิได้จำกัดวงแคบแค่สหรัฐ ยุโรปเท่านั้น แต่ตลาดเงิน ตลาดการลงทุนทั้งโลกกระเทือนเลื่อนลั่นกันไปหมด
บรรดานักลงทุนที่มีความรู้ ผู้จัดการกองทุน นักเศรษฐศาสตร์ต่างรับรู้ฤทธิ์เดชของ “การด้อยค่าของทรัพย์สิน” ที่ถือครองกันดีว่า สถานการณ์ในขณะนี้แม้ไม่ใกล้เคียงกับวิกฤตต้มยำกุ้งแฮมเบอร์เกอร์ แต่ก็คล้ายๆ กับระเบิดนาปาล์ม
นั่นคือระเบิดเกิดขึ้นที่ประเทศหนึ่ง แต่รัศมีของการทำลายล้างนั้นได้ขยายวงกว้างไปกระเทือนกับอีกประเทศหนึ่ง อีกซีกโลกหนึ่ง
ลำพังตลาดหุ้นต่างๆ ทั่วโลก ที่เกิดอาการหวาดผวาพากันดิ่งตัวลงนั้น ก็ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นที่บรรดากองทุนทั้งหลายถืออยู่ลดลงนั่นก็พอทำเนา พอเข้าใจได้ และเชื่อได้ว่านักลงทุนเหล่านั้นต่างเอาตัวรอดจากการทรุดตัวลงได้ เพราะเขารู้เท่าทัน
แต่การที่ตลาดทั้งโลกหดตัวหนักนั้น ได้สร้างความกระทบกระเทือนมายัง “รายเล็กรายย่อย” ที่เก็บหอมรอมริบไปลงทุนในกองทุนต่างๆ แล้วมอบหมายให้บรรดาผู้จัดการกองทุนมืออาชีพไปบริหารจัดการนี่ซิ ที่ต้องเหนื่อยหนัก เพราะกองทุนนั้นเล่นกับคนที่ไม่ค่อยรู้
แม้บรรดาผู้จัดการกองทุน บรรดาผู้บริหารบริษัทจัดการกองทุนรวม ยันผู้บริหารในตลาดทุนต่างออกมายืนยันว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่กระทบกับการลงทุนและไม่กระทบกับกองทุนต่างๆ ที่ขายหน่วยลงทุนแล้วนำเงินไปลงทุนให้เกิดดอกเกิดผล
แต่ความจริงแล้วไซร้ ล้วนพูดครึ่งเดียวและล้วนแล้วแต่ไม่จริง
ขอบอกชัดๆ ให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งหลายเตรียมใจได้เลยว่า มูลค่าของหน่วยลงทุนที่ท่านถืออยู่นั้นลดลงแน่ โดยเฉพาะหน่วยลงทุนของกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund) หรือเรียกว่า “FIF”
ข้อมูลในทางลึกที่เห็นแล้วต้องสะอึก คือปัจจุบันกองทุนรวมทั้งระบบจากข้อมูลของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) รวมทั้งสิ้น 1.98 ล้านล้านบาท ลดลงแล้ว 4.47 หมื่นล้านบาท จากสิ้นปี 2553 ซึ่งมี NAV รวม 2.03 ล้านล้านบาท
ขณะที่กองทุนรวมเพื่อไปลงทุนต่างประเทศ (FIF) มีมูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 2.93 แสนล้านบาท ลดลงแล้ว 1.35 แสนล้านบาท หรือ 31.67% จากสิ้นปีที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่งเพราะมีกองทุนร่วม 190 กองทุน ที่ไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้ครบอายุลง
อีกส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจุบันผลตอบแทนในการลงทุนไม่ได้แตกต่างจากการลงทุนในประเทศในช่วงเวลาเดียวกันมากนัก ทำให้เงินดังกล่าวไหลกลับเข้ามาฝากเงินธนาคารที่เสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่จูงใจ
ข้อมูลของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ระบุว่า ในครึ่งปีแรกเงินจากกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้เข้าประเทศไทยกว่า 1.5 แสนล้านบาทแล้ว และจะมีส่วนที่ครบกำหนดในครึ่งปีหลังอีก 9 หมื่นล้านบาท
กองทุนในกลุ่มเหล่านี้ไม่เป็นไร พิษสงของวิกฤต สหรัฐไม่ระคายผิว บางคนอาจแค่ถลอกปอกเปิก
ทว่ากองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก หรือบางนโยบายการลงทุนจะเลือกลงทุนเฉพาะรายประเทศนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะไปลงทุนผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง หรือเรียกว่า Feeder Fund ที่การบริหารกองทุนจะขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนในกองทุนหลัก (Master Fund) ในต่างประเทศ
กลุ่มนี้ปัจจุบันตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก บอกคำเดียวว่า หนักเอาการ
เนื่องเพราะภายหลังจากสหรัฐถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือและปัญหาหนี้ยุโรปที่จะลามไปอิตาลี บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) ของไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศผ่านกองทุน FIF ต่างได้รับผลกระทบแทบทั้งสิ้น
เชื่อหรือไม่ว่า มีบาง บลจ.ที่ออกไปลงทุนในสกุลเงินเหรียญสหรัฐไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 100% ในตอนแรก กลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงจากค่าเงินสหรัฐที่อ่อนค่าลง กองทุนบางกองทุนมีการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ลงทุนนอกเหนือจากสกุลเงินเหรียญสหรัฐกลุ่มนี้ก็กระเทือน ขณะนี้มีบางกองทุนที่ NAV ติดลบแล้ว
ผู้ถือหน่วย FIF คงต้องทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีข้อจำกัดในเรื่องการไถ่ถอน ไม่สามารถทำได้คล่องตัวเหมือนกองทุนเปิดในประเทศ ทั้งหมดต้องพึ่งความสามารถของผู้จัดการกองทุนว่าสามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ขณะนั้นได้ดีเพียงใด
ขนาดกองทุน กบข. ก็เจอพิษสหรัฐยุโรปฉุดผลตอบแทนลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป ร่วงระนาว เงินลงทุนที่กันไปลงทุนเกือบ 1.9 หมื่นล้านบาท โดนดีเข้าอย่างจัง
จน น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ต้องสั่งปรับลดส่วนการลงทุนหุ้นในต่างประเทศจากประมาณ 85% ซึ่งลงทุนในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐ อังกฤษ เยอรมนีลงเหลือ 70% โดยย้ายไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่แทน เพราะในช่วงระยะสั้นพอร์ตลงทุนหุ้นในต่างประเทศจะยังไม่ได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นแน่นอน เพราะตลาดต่างประเทศยังคงปรับลดต่อเนื่อง
ดังนั้น ถ้ามองผลตอบแทนแบบปีต่อปีเชื่อได้ว่า คนลงทุนจะตกใจตื่นตระหนกแน่นอน เพราะข้อมูลเชิงลึกของกองทุนต่างประเทศที่ออกไปลงทุนในสหรัฐแค่ 9 กองทุน พบว่ากองทุนส่วนใหญ่ติดลบ จะเหลือเพียงกองทุน IUS10 ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ที่ยังเป็นบวกอยู่ที่ 0.93%
ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยของกลุ่มอยู่ที่ 4.71% และถ้าดูย้อนหลัง 3 เดือน กองทุนติดลบกันถ้วนหน้าโดยผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.40%
กองทุนเปิดวรรณ ยูเอส รีคอฟเวอรี่ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ (1USOPP) ที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ มูลค่าของกองทุนในวันที่ 34 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมูลค่าลดลงเหลือ 113 ล้านบาทเศษ จากวันก่อตั้งมีมูลค่าถึง 147-148 ล้านบาท
สถานการณ์เช่นนี้บรรดานักลงทุนผู้ถือหน่วยลงทุนจึงต้องทำใจ และหันไปหารือกับผู้จัดการกองทุนโดยด่วน หากถอยได้ต้องถอยไม่เช่นนั้นติดดอยกันยาวแน่
หลังจากนี้จึงขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้จัดการกองทุนที่จะบริหารจัดการแล้ว เพราะในวิกฤตก็มีโอกาสซื้อหุ้น หน่วยลงทุนที่ถูกมาคะคานกับของเดิม
เพราะในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้ บรรดากองทุนรวม FIF แทบทุกแห่งตกอยู่ในอาการบาดเจ็บพอๆ กับเหตุการณ์แฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 ผู้ถือหน่วยลงทุนคงต้องทำใจยอมรับสภาพ และสวดมนต์ภาวนาให้ผู้จัดการกองทุนบริหารให้ขาดทุนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
นักลงทุนกลุ่มนี้คงต้องแบกรับผลกระทบเต็มๆ จากการไหลลงของราคาสินทรัพย์ที่มีการเทขายอย่างหนักในต่างประเทศ และยากต่อการตัดสินใจขายออกเพื่อลดภาระขาดทุน เพราะมีการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนต่างประเทศ
ทุบโต๊ะลงไปในตอนนี้แบบไม่กลัวเจ็บได้เลยว่า คนที่เล่นกองทุน FIF ที่ไปลงทุนต่างประเทศ ยกเว้นกองทุนที่ลงทุนในทองคำจะเจ็บตัวกันแทบทั้งหมด
ไม่ว่ากองทุนนั้นจะมีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ลงทุนในตราสารหนี้ ลงทุนในสินค้าเกษตรล่วงหน้า แม้กระทั่งลงทุนในน้ำมันก็ต้องเจ็บตัว
เพียงแต่การเจ็บตัวนั้นขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละกองทุนว่าเป็นอย่างไร หากเป็นฝั่งยุโรปและสหรัฐถ้าผู้จัดการกองทุนดูแลไม่ดีอาจจะเสียหายค่อนข้างมาก กองที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่สหรัฐและยุโรปโดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหา แม้ตัวพันธบัตรจะมีความมั่นคง แต่การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐย่อมทำให้มีแรงเทขายพันธบัตรเหล่านั้นออกมาอย่างหนักและส่วนใหญ่ขายลด ขายทิ้ง
กองทุนที่ลงทุนในกลุ่มสินค้าเกษตร หรือสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า กองทุนน้ำมันฯ ก็ต้องระวัง เพราะวิกฤตครั้งนี้ฝรั่งขายในทุกนโยบายการลงทุน แล้วเปลี่ยนไปลงทุนในตลาดทองคำแทน จนดันให้ราคาทองคำทำสถิติใหม่เป็นว่าเล่น
แม้ตัวทองคำจะมีความมั่นคงมากกว่า เมื่อราคาขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง ตัวทองคำก็อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่เริ่มมีความเสี่ยงเช่นกัน
ระวังตัวไว้ให้ดี







