
10ปีที่รอคอย
เกราะคุ้มกันที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่งคือ การแก้ไขไม่แก้แค้น สร้างแนวทางปรองดอง อะไรอภัยได้ต้องอภัย
เกราะคุ้มกันที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่งคือ การแก้ไขไม่แก้แค้น สร้างแนวทางปรองดอง อะไรอภัยได้ต้องอภัย
โดย......ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ฝ่ายนิติบัญญัติถือว่าเป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตยของชาติที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปว่า ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ แม้ว่าจะไม่เป็นฝ่ายให้คุณให้โทษกับใครมากนักแต่นับว่าเป็นสถาบันที่มีส่วนช่วยสำคัญในการค้ำจุนรัฐบาลให้สามารถให้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่งเช่นกันในกรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องผ่านกฎหมายสำคัญในการบริหารประเทศหรือการอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการบริหารราชการแผ่นดิน
ไม่แปลกที่ทุกครั้งเมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไปการช่วงชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติจึงมีความเข้มข้นไม่น้อยไปกว่าการเล่นเก้าดนตรีในคณะรัฐมนตรี และคราวนี้ชื่อของ ‘สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์’ สส.ขอนแก่นหลายสมัยเข้าป้ายมานั่งเก้าอี้ตัวนี้สมใจหลังจากการรอคอยมานานถึง 10ปีตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลเมื่อปีพ.ศ.2544 ท่ามกลางการต่อขับเคี่ยวอย่างเข้มข้นภายในพรรคเพื่อไทยตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา
“ผมเป็นตัวเต็งมาตลอดตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยที่เลือกท่านอุทัย พิมพ์ใจชน และ โภคิน พลกุล เป็นประธานสภาฯ มาอีก 2 ครั้งตอนพรรคพลังประชาชนก็หลุดเพราะพรรคเลือกท่านยงยุทธ ติยะไพรัช และ ท่านชัย ชิดชอบ ทุกครั้งที่มีการเลือกประธานสภาฯผมมีชื่อทุกครั้งในการเป็นตัวเต็ง เพราะฉะนั้น เท่ากับว่าเราเป็นแคนดิเดตอยู่แล้ว” คำออกตัวของประธานสภาฯคนใหม่
สมศักดิ์ บอกอย่างมั่นใจว่า มีความเชื่อมั่นลึกๆว่าการเลือกคนมาทำงานในครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทยจะใช้วิธีการที่พิจารณาจากตัวบุคคลที่มีความเหมาะสม "put the right man in the right job." มั่นใจตรงนี้และฟันธงเลยว่าเป็นอื่นไม่ได้ต้องอย่างนี้เท่านั้นในสถานการณ์การเมืองแบบนี้และในสภาพที่พรรคเพื่อไทยมีอำนาจเต็มการที่จะกำหนดตัวบุคคลได้ง่ายเพราะในพรรคไม่มี 'กลุ่ม-ก้อน-มุ้ง'
“ถ้าถามว่าผมว่ามีความเชื่อมั่นมาตลอดหรือไม่ ตอบได้เลยว่าเราคิดว่าเป็นคนหนึ่งที่มีความเหมาะสมในตำแหน่งนี้ ด้วยคุณวุฒิสส.หลายสมัยและองค์ประกอบอื่นๆ เราจึงมีความมั่นใจ ถ้ายึดหลักตามนี้เราถือว่าเราเป็นแคนดิเดตคนหนึ่งที่มีความเหมาะสม”
บอกตรงๆเลยว่าถึงจะคิดว่าตัวเองเป็นตัวเต็งมาตลอดแต่ครั้งนี้มารู้ตัวจริงๆว่าจะได้เป็นประธานสภาฯต้องรอถึงวันประชุมพรรคเพื่อไทยวันสุดท้ายก่อนวันที่ 2 ส.ค.เพียงวันเดียว ตอนนั้นคุณยิ่งลักษณ์ปากหนักมากจะพูดสักนิดแสดงความยินดีล่วงหน้าซักหน่อยไม่มี อารมณ์ตอนนั้นตอนที่คุณปูกำลังจะเสนอชื่อประธานสภาฯที่ประชุมลงมติตัวเองคิดว่า “จะเป็นชื่อกูหรือเปล่าวะ"
เพราะตอนนั้นถ้าพูดชื่อใครคนนั้นก็ได้เป็นเลยนะ พอประกาศชื่อออกมาเป็นเราไม่ได้ดีใจอะไรมากคิดแค่ว่าพรรคได้มอบหน้าที่มาให้เราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่านั้นเองขณะเดียวกัน ไม่ได้ปฎิเสธว่ามีความไม่ลงรอยหรือความไม่พอใจในพรรคเกิดขึ้นระหว่างเกมการช่วงชิงตำแหน่งประธานสภาฯ ซึ่งผู้สมหวังกับตำแหน่งนี้ เล่าอย่างน่าสนใจว่า ที่ผ่ามนมาอยู่เฉยๆมาตลอดเพราะรู้มีคนมันอยากเป็นประธานสภาฯหลายคน มีการหาคนไปเชียร์ต่อหน้าสื่อมวลชนตลอด ทำแบบนี้มันยากซะเมื่อไหรเวลาพูดกับสื่อมวลชน ไปแค่ 3 คน คนละครั้งสองครั้งภาพที่ออกมาก็เยอะแล้ว หาแค่ 3 คนจะไปยากอะไร หากัน 10-20 คนยังไม่ใช่เรื่องยากเลย
“เชียร์กันเชียร์กันมาก็ว่าไปกันตามธรรมชาติของการเมือง ผมถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเวลานั้นเป็นธรรมชาติของการเมืองเพียงแต่ว่าเมื่อมันจบแล้วคุณจะจบไหม ถ้าไม่จบคราวนี้ยุ่งล่ะสิเพราะมันเกินกรอบและออฟไซต์ แต่ทุกอย่างมันจบเราถือว่าเป็นสีสันการเมืองเป็นธรรมดาของพรรคการเมือง ตรงกันข้ามถ้ามันไม่มีนี่สิจะมหัศจรรย์”
นอกจากนี้ ในด้านหนึ่งประธานสภาฯคนนี้ยอมรับแบบไม่อ้อมค้อมว่า ไปหาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาจริงตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ โดยไปช่วงหลังเลือกตั้ง1สัปดาห์ แต่ไม่ได้ไปเพื่อขอตำแหน่งประธานสภาฯหรือไปทำสัญญาใจอะไรกันเพียงแต่ไปพบเพื่อปรึกษาหารือเรื่องของส่วนรวมเท่านั้น
“หลังเลือกตั้งเคยมีการคุยกันบ้าง ผมไม่เคยคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องส่วนรวมมากว่า พูดได้เต็มปากผมไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวไปคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณโดยเฉพาะการไปขอตำแหน่งนั้นยิ่งไม่เคยคุยเลย”
เมื่อถามไปถึงอิทธิพลของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีต่อพรรคหรือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในด้านต่างๆ สมศักดิ์ บอกว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่พ.ต.ท.ทักษิณพี่ชายและคุณยิ่งลักษณ์น้องสาวจะคุยกันหรือปรึกษาหารือเรื่องราวต่างๆกัน เชื่อว่าคุณยิ่งลักษณ์มีวิจารณญาณพอซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยได้ก้าวข้ามคุณทักษิณไปเป็นที่เรียบร้อยนานแล้วก่อนการเลือกตั้ง
“ความเป็นพี่ต้องมีความเป็นห่วงเป็นใยธรรมดา แต่ทีนี้จะมาสั่งการบงการอะไรคงไม่ได้หรอก แต่ความเป็นพี่เป็นน้องกับคุณยิ่งลักษณ์นั้นการปรึกษาหารือกันย่อมเป็นเรื่องธรรมดามาก ไม่ถือเป็นเรื่องผิดถูกต้อง ความเป็นพี่เป็นน้องจะให้ตัดขาดกันได้อย่างไร ต้องมีความเป็นห่วงเป็นใย เมื่อมีสิ่งนี้แล้วย่อมต้องมีการพูดคุยปรึกษาหารือกัน แต่คงไม่ถึงขั้น เฮ้ย! จะเอาอย่างนี้สั่งโน่นสั่งนี่ ไปทำอย่างนี้คงไม่ได้”
ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติไม่พลาดที่จะประเมินถึงอนาคตของสภาฯชุดนี้ว่า ปัญหาหนักใจที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่อง องค์ประชุมสภาฯไม่ครบ เพราะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สังคมเบื่อหน่าย ดังนั้น อยากทำยังไงให้องค์ประชุมสภาฯมีความพร้อม ในฐานะที่เราอาสาประชาชนเข้ามาเราต้องเข้ามารับผิดชอบร่วมกันในการแก้ไขปัญหาองค์ประชุมสภาฯ ขอความร่วมมือจากสส.ก่อนเพราะทุกท่านมีวุฒิภาวะอยู่แล้ว แต่ถ้าให้เกียรติแล้แต่สภาฯยังล่มเหมือนเดิมก็ต้องมาว่ากันอีกที
“ต้องมาคิดว่าทำอย่างให้สถาบันนิติบัญญัติในฐานะหนึ่งในสามอำนาจสูงสุดยังคงดำรงอยู่ การจะทำให้สำเร็จได้คงต้องอาศัยการใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯอย่างเข้มข้นและเคร่งครัดเพราะข้อบังคับถือว่าเป็นกติการ่วมกันที่พวกเราช่วยกันเขียนมันขึ้นมา ในเมื่อมีกติกาตรงกันแบบนี้แล้วทำไมจะต้องมีการอนุโลม พออนุโลมบ่อยๆมันมั่ว พอมั่วมันก็ไร้สาระ พอไร้สาระมันก็น่าเบื่อถูกป่ะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีอนุโลม เอาข้อบังคับการประชุมสภาฯนี่แหละตรงๆไม่ต้องผ่อนปรนอีก”
“ถึงฝ่ายค้านรอบนี้ใครจะมองว่ามีความเชี่ยวชาญหรือเขี้ยวแต่ไม่เป็นไร เพราะข้อบังคับการประชุมสภาฯให้อำนาจประธานสภาฯอยู่แล้วในการวินิจฉัยให้เด็ดขาด เหมือนกับกรรมการฟุตบอลถ้าให้ใบแดงต้องออกจากสนามอย่างเดียวส่วนกรรมการจะผิดหรือถูกอีกเรื่องหนึ่ง ไม่มีหน้าที่ที่จะมาเถียงกรรมการต้องออกไปก่อน ตอนหลังค่อยมาตรวจสอบกันได้ถ้ากรรมการผิดอาจถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ตัดสินในฟุตบอลโลกอีกแล้วก็ได้ แต่ถ้าประธานสภาฯวินิจฉัยแล้วต้องถือเป็นที่สุดไม่งั้นจะหาข้อยุติกันอย่างไร ไม่งั้นไม่มีใครฟังใครแล้วจะอยู่กันอย่างไร”
เช่นเดียวกับ อนาคตของรัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบวาระ 4 ปีหรือสั้นยาวกว่านั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลงานเท่านั้นถ้าไม่มีผลงาน ไม่สามารถทำนโยบายได้สำเร็จอาจเหนื่อยหน่อย ตรงกันข้ามถ้ามีผลงาน ทำนโยบายได้สำเร็จ มีผลงาน ประชาชนสัมผัส รัฐบาลก็อยู่ได้ คิดว่าอย่างน้อยที่สุด 1 ปีจากนี้ควรต้องมีผลงานให้ประชาชนเห็นเป็นที่ประจักษ์และสัมผัสได้บ้าง
“เกราะคุ้มกันที่สำคัญที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่งท่ามกลางแรงเสียดทาน คือ การแก้ไขไม่แก้แค้น สร้างแนวทางการปรองดอง อะไรอภัยได้ต้องอภัย เอาประโยชน์ของชาติเป็นหลัก อย่าใช้ทิฐิเกินตัวในการแก้ไขปัญหาเพราะนั่นจะเป็นการแก้แค้นแทน สิ่งเหล่านี้ลืมได้ต้องลืม มีสิ่งเดียวที่ลืมไม่เท่านั้น คือ 91 ศพควรที่จะให้พวกเขาได้รับความเป็นธรรมบ้างเท่านั้นเอง ไม่ได้หมายความว่าไปแก้แค้นกันน่ะ โดยมีกระบวนการในการเยียวยาซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาล”
ตั้ง “ส.ส.ร.3” แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ
คำถามหนึ่งที่ประธานสภาฯตอบได้อย่างน่าคิด คือ “มองชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างไร” โดยอธิบายว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบอำนาจต้องมาจากประชาชนโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การทำให้สมบูรณ์แบบนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญย่อมมีส่วนสำคัญเพราะเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทีนี้ถามว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ทุกวันนี้มันเป็นอย่างไร
“ผมมองในฐานะนักประชาธิปไตยคนหนึ่งเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ขัดกับหลักประชาธิปไตย ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ มาตรา 309 แปลไทยเป็นไทย คือ คณะปฎิวัติพร้อมเครือข่ายทำอะไรก็ไม่ผิดทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคต ถ้าอย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง หรือ การห้ามสส.ไม่ให้ไปแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนถ้าทำต้องพ้นจากตำแหน่ง เป็นเรื่องของการแยกน้ำออกจากปลา แยกประชาชนออกจากสส. ทำให้แตกแยกแล้วปกครองหรือเปล่า”
การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับวันและเวลาที่เหมาะสมแต่ถ้ามีการทำจริงต้องเป็นกระบวนการของสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ชุดที่ 3 ฝ่ายการเมืองไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ให้ประชาชนเลือกกันเองหาคนมาเป็นตัวแทนในรูปของส.ส.ร.มาร่างกติกาของชาติ ร่างเสร็จแล้วเอาไปถามประชาชนด้วยการทำประชามติ ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็เอา ไม่เห็นด้วยก็จบ มั่นใจว่าถ้ารัฐธรรมนูญมาจากการออกแบบของประชาชนกันเองจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแน่นอน
ใครกันแน่ก้าวไม่ข้าม ‘ทักษิณ’
คำถามสำคัญที่เป็นปมคาใจและประธานสภาฯพร้อมอธิบายด้วยความเต็มใจคงหนีไม่พ้นเรื่อง “พรรคเพื่อไทยก้าวข้ามทักษิณแล้วหรือยัง” ซึ่งสมศักดิ์ ตอบแบบเสียงดังฟังชัดเป็นขั้นตอนดังนี้ “การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนได้ยอมรับและมีความเชื่อมั่นต่อพรรคตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทยที่ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่า พูดได้ทำได้แล้วทำเป็น อันนี้มันจบแล้วประชาชนสัมผัสได้ และในขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วเหมือนกันว่าพูดได้ทำได้แต่ทำไม่เป็นสิ่งเหล่านี้ถึงออกมาผลคะแนนอย่างที่เราเห็น
“พวกเราพรรคเพื่อไทยก้าวข้ามพ.ต.ท.ทักษิณไปนานแล้วคนที่ยังไม่ก้าวข้าม คือ พรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่สะท้อนว่าได้ก้าวข้ามไปแล้ว คือ พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินหรือไม่โฟนอินก็ได้พรรคเพื่อไทยไม่ได้รู้สึกอะไรเฉยๆ เราหาเสียงกับประชาชนไป อย่างนี้ถือว่าเราก้าวข้ามหรือยัง แต่พรรคประชาธิปัตย์ปรากฎว่าถ้าทักษิณโฟนอินมาไม่เคยอยู่เฉย ไม่เฉยแสดงว่ายังไม่ก้าวข้ามถูกหรือไม่ หรือ เวลาพ.ต.ท.ทักษิณ เสนอนโยบายนี้หนึ่งสองสามสี่ห้า พรรคเพื่อไทยแค่ฟังเอาไว้ถ้าเห็นว่าดีเราก็เอามาทำ ถ้ามันไม่เข้าท่าเราก็ไม่เอา ไม่เข้าใจว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ต้องโวยวายเพราะการโวยวายแสดงว่ายังไม่ก้าวข้ามสรุปแล้วใครต่างหากใครกันแน่ที่ยังก้าวไม่ข้าม”
สมศักดิ์ ย้ำว่า การหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมาด้วยการชูปูยิ่งลักษณ์และนโยบายเป็นหลัก อยากถามว่าที่มีความพยายามยัดเยียดว่าเป็นคุณยิ่งลักษณ์นอมีนีนั้นไม่เป็นการดูหมื่นกันมากเกินไปหรือ คุณยิ่งลักษณ์มีความคิดทำเป็นเหมือนกัน อย่างน้อยๆเคยบริหารธุรกิจระดับหมื่นล้านแสนล้านมาแล้วทำไมจะคิดเองทำเองไม่เป็น เขามีวิจารณญาณเป็นของตัวเองมีศักยภาพในตัวพอสมควร แต่การที่ในฐานะพี่ชายจะให้ขอเสนอแนะให้คำปรึกษาหารือมันเป็นเรื่องธรรมดามันผิดตรงไหน แต่ฟังแล้วต้องตัดสินด้วยตัวเองอันไหนดีก็เอา อันไหนไม่มีดีก็ไม่เอาพิจารณากันไป
ไม่ต่างอะไรกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงอันเป็นปมคาใจของสังคมว่าจะเป็นอย่างไร ‘จะต่างตอบแทนกันหรือไม่’ ‘การต่อสู้กับอำมายธิปไตยจะดำเนินต่อไปหรือไม่’ เพราะด้านหนึ่งความคาดหวังของคนเสื้อแดงกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีค่อนข้างมาก สิ่งเหล่านี้ ในฐานะประธานสภาฯคนนี้เคยร่วมเป็นหนึ่งในขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยกับคนเสื้อแดง บอกว่า พรรคเพื่อไทย คือ พรรคการเมือง เสื้อแดง คือ ประชาชน มันแยกกันไม่ได้ ในเมื่อแยกกันไม่ได้ต้องมาดูว่าความคิดตรงกันหรือไม่ ถ้าตรงกันก็ดำเนินการไปสอดคล้องบนแนวทางเดียวกันได้ แต่ถ้าความคิดไม่ใช่และไม่ตรงกัน
“ไม่มีความจำเป็นเลยที่พรรคเพื่อไทยต้องไปเดินตาม เพราะฉะนั้น จะไม่ให้พรรคเพื่อไทยไปยุ่งกับคนเสื้อแดงมันเหมือนกับการห้ามพรรคเพื่อไทยไม่ให้ไปยุ่งกับประชาชน มันขัดกับหลักประชาธิปไตย เพียงแต่ว่าไปยุ่งแล้วถ้าเป็นแนวทางที่ถูกต้องเราเอาด้วย ถ้าไม่ถูกต้องก็ไม่เอา เท่านั้นเอง”
‘ขุนค้อน’ มือปราบประชาธิปัตย์
สำหรับฉายา ‘ขุนค้อน’ ไม่ได้เป็นชื่อที่อยู่ๆดีได้มาโดยไม่มีความหมายไม่มีสาเหตุแต่ตรงกันข้ามเป็นฉายาที่ประธานสภาฯคนนี้ภูมิใจและปลื้มปิติอย่างมากับชื่อทางการเมืองที่สื่อมวลชนมอบให้เพราะมาจากการกำราบพรรคประชาธิปัตย์ได้อยู่มือกลางสภาฯเมื่อปี2540 โดยอธิบายถึงที่มาว่า “ผมใช้ค้อนตอนนั้นเมื่อปี 2540 สมัยประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพรรคความหวังใหม่ เวลานั้นค้อนบนบัลลังค์มีอายุครบ 65ปีตั้งแต่ปี2475 เพราะมันวางอยู่มา 65ปีแล้วไม่มีใครใช้มันถึงขลังไงเราหยิบขึ้นมาชูเพื่อควบคุมสถานการณ์ความขลังของมันก็เลยส่งผลทำให้ที่ประชุมสภาฯ”
"เวลานั้นผมบอกที่ประชุมสภาฯจำเป็นในสิ่งที่ไม่อยากทำมาขอนุญาติใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯเล่มนี้ 100% ไม่ลดหย่อนแม้นิดเดียว ถ้าผมใช้ค้อน คือ ดาบอาญาสิทธิ์ สมาชิกที่ยืนอยู่ต้องนั่งลง ถ้าพูดอยู่ต้องหยุดพูดแล้วนั่งลง ถ้าใครไม่หยุดและไม่นั่งลง ผมจะไม่มีการเตือนแม้แต่ครั้งเดียวเพราะนี่ถือเป็นอาญาสิทธิ์ของผู้ทำหน้าที่ประธาน ผมจะใช้อำนาจของผมเชิญท่านออกจากห้องประชุม ถ้าเชิญแล้วไม่ออกผมจะให้รปภ.นำท่านออกไป ผมเสียใจที่ผมต้องทำแบบนี้ พอพูดจบเท่านั้นแหละบรรยากาศในห้องเงียบเหมือนโดนมนต์สะกดทั้งสภาฯเลยมันสะใจ นี่คือมาของฉายาขุนค้อนที่สื่อมวลชนเรียกกันติดปากมาจนถึงวันนี้”







