
ติดเทอร์โบ นโยบายปูจ๋า 300-หมื่นห้า-ลดน้ำมัน
บ่ายโมงเศษของวันศุกร์ที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ
บ่ายโมงเศษของวันศุกร์ที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ
และ รมว.พาณิชย์ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ธีระชัยภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ยกพลขึ้นบกตบเท้าไปหารือกับ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะ
เป้าหมายหลัก คือร่วมกันหารือการจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาล และแผนบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 24 ส.ค.นี้
กิตติรัตน์ เปิดเผยหลังเสร็จการหารือว่า ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจะมี 3 ระยะ ทั้งระยะทันที ระยะเร่งด่วน และระยะยาว
ระยะที่จะดำเนินการทันที และเห็นผลชัดเจนคือ...
หนึ่ง นโยบายที่ต้องดำเนินการทันที หรือนโยบายที่ทำแล้วเห็นผลทันที ได้แก่ การชะลอการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันปรับลดทันที
นโยบายเร่งด่วนอีกอย่างที่ต้องทำทันที เช่น นโยบายลดค่าครองชีพ การเพิ่มรายได้ของประชาชน โดยรัฐบาลยืนยันจะเร่งแก้ปัญหาราคาเนื้อหมู เชื่อว่าหลังช่วงเทศกาลวันสารทจีน จะทำให้ราคาปรับตัวลง
สอง นโยบายการจำนำข้าว ที่จำเป็นต้องทำให้ทันกับฤดูกาลเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน พ.ย. โดยขณะนี้ก็ต้องเริ่มกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไปก่อน ทั้งขั้นตอนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) เพื่อให้พร้อมรองรับการจำนำได้ทันที
สาม ระยะกลาง นโยบายการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท และการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น จำเป็นต้องมีการปรับแก้กฎหมาย จึงอาจต้องใช้เวลาบ้าง แต่ในเบื้องต้นจะต้องเร่งทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ ทั้งกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนอื่นๆ เพื่อให้เข้าใจการทำงานของรัฐบาลว่า จะทำควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน และลดภาระต้นทุนในด้านอื่นๆ ของผู้ประกอบการไปพร้อมกันด้วย
“สิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน คือการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งมั่นใจว่าเอกชนจะเห็นด้วย และสมัครใจจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงกว่าที่กำหนด เพื่อให้การผลิตดีขึ้น” กิตติรัตน์ กล่าวชี้แจง
นอกจากนี้ การกำหนดเงินเดือนให้กับผู้ที่จบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ซึ่งจะมีผลต่อการปรับเงินเดือนทั้งระบบทั้งภาครัฐและเอกชน ก็เป็นแผนที่ต้องดำเนินการเช่นกัน แต่เป็นระยะกลาง
รองนายกฯ โต้ง กล่าวว่า เมื่อแถลงนโยบายต่อสภาแล้ว จะเริ่มทำงานทันที โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ประสานงานในภาพรวม
ร่างนโยบายดังกล่าว จะส่งให้นายกรัฐมนตรีรวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาในวันที่ 15 ส.ค.
“นโยบายของพรรคที่ใช้ในการหาเสียงเป็นนโยบายที่ดี ผมเชื่อว่านำมาทำได้อยู่แล้ว แต่ต้องจัดลำดับก่อนหลังให้ดีเท่านั้น” กิตติรัตน์ กล่าว
กิตติรัตน์ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ไทยจะพึ่งพาการส่งออกอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องเร่งกระตุ้นตลาดในประเทศมารองรับด้วย ซึ่งก็มีหลายแนวทางที่รัฐบาลจะต้องรีบทำ
ขณะที่ พิชัย รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า จะชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่จะทำทันที หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เนื่องจากเป็นนโยบายที่ช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
พิชัย บอกว่า การยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เบนซิน 95 อยู่ที่ 7.50 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 เก็บที่ 6.70 บาทต่อลิตร และดีเซลเก็บอยู่ที่ 2.80 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ สูญเสียรายได้ไปเดือนละ 3,000 ล้านบาท
รัฐบาลก็ต้องพิจารณาที่จะหารายได้มาชดเชยควบคู่ไปด้วย ซึ่งก็มีหลายแนวทาง เช่น การกู้ การออกพันธบัตร ใช้เงินจากค่าภาคหลวง
ด้านขุนคลัง ธีระชัย ก็กล่าวว่า ปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐและยุโรปได้ส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนหลายประเทศผันผวน และปัญหาจะยังไม่คลี่คลายในเร็ววันนี้
ดังนั้น ได้เตรียมมาตรการรองรับ โดยเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและการค้าขายระหว่างประเทศในภูมิภาคมากขึ้น แต่คงจะต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย การดำเนินนโยบายการเงินในภาวะที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอ
ต้องรอลุ้นกันว่า โครงการในร่างนโยบายโดยรวมของรัฐบาลจะสามารถทำได้ทันและเห็นผลได้รวดเร็วแค่ไหน







