posttoday
งานหนักของ เอเชีย เงินเฟ้อต้องแก้ วิกฤตโลกต้องรับมือ

งานหนักของ เอเชีย เงินเฟ้อต้องแก้ วิกฤตโลกต้องรับมือ

12 สิงหาคม 2554

เป็นข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งต้องบอกว่าในวันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลก

เป็นข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งต้องบอกว่าในวันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลก

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เป็นข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งต้องบอกว่าในวันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังสุ่มเสี่ยงกับการเข้าสู่ภาวะซบเซาหรืออาจลามปามไปถึงภาวะเศรษฐกิจโลกหดตัวรอบ 2

และก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่น่าสบายใจเช่นกันว่า เอเชีย ภูมิภาคที่เคยถูกมองเป็นความหวังว่าจะเป็นพลวัตขับเคลื่อนกู้เศรษฐกิจโลก แต่ในวันนี้ เอเชียกลับจำเป็นต้องเจอศึกสองด้านที่กำลังรุมเร้า รัฐบาลชาติเอเชียทั้งหลายจำเป็นต้อง “ถ่วงดุล” ปัจจัยเสี่ยงที่กำลังสร้างความวิตกให้กับบรรดาผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของชาติ

ปัญหาหนึ่งคือ ภาวะซบเซาของเศรษฐกิจมหาอำนาจโลกไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้สาธารณะในสหรัฐและยุโรป ตลอดจนการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

อีกปัญหาที่รุนแรงไม่แพ้กัน คือ ปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่ชาติเอเชียทั้งหลายกำลังปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่

ในภาวะปกติอาจจะบอกได้ว่า การลดอัตราดอกเบี้ยและการหว่านเงินกระตุ้นค่าใช้จ่ายลงสู่ระบบนั้น ถือเป็นปกติวิสัยทัศน์ที่รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียต่างยึดถือปฏิบัติกันมาหลายสิบปี

 

งานหนักของ เอเชีย เงินเฟ้อต้องแก้ วิกฤตโลกต้องรับมือ

แต่ในวันนี้ต้องยอมรับว่า เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจในแนวทางเดิมๆ นั้น ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เป็นเพราะแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อ ราคาสินค้าทะลุเพดานถือเป็นแนวต้านสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้น หากใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากจนเกินไปในขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อยังไม่ได้รับการแก้ไขนั้น จะยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มเป็นทวีคูณ เพราะประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่จากราคาสินค้าที่พุ่งกระฉูด

แต่ในขณะเดียวกัน หากไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจของชาติ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกันที่การเติบโตทางเศรษฐกิจจะหดตัวลง โดยเฉพาะเมื่อภาวะความซบเซาทางเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปอาจจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของหลายประเทศในเอเชีย ที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออกเลี้ยงชีพเป็นสำคัญ

เป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าและคายไม่ออก ที่ใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลในช่วงนี้ก็ต้องบอกว่าเจองานหนักกันทั้งนั้น!

เหยื่อรายแรกของเอเชียที่กำลังเริ่มเห็นลางร้ายทางเศรษฐกิจเป็นชาติแรกหนีไม่พ้นสิงคโปร์ ที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำไตรมาส 2 ลดฮวบไปแล้วถึง 6.5% สวนทางกับไตรมาสแรกราวกับเหวและนรก ที่ไตรมาสแรกสามารถบวกไปได้ถึง 27%

ปัญหาของสิงคโปร์ สะท้อนภาพการค้าในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี เพราะสาเหตุสำคัญที่ทำให้จีดีพีของสิงคโปร์หล่นฮวบนั้น เป็นผลมาจากความต้องการสินค้าในตลาดซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์นั้นตกต่ำลงอย่างยิ่งในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

อีกทั้ง พลังซื้อจากภายในของสิงคโปร์เองนั้น ยังไม่สามารถเป็นแรงขับดันเศรษฐกิจของชาติได้แม้แต่น้อย ทำให้สิงคโปร์จำเป็นต้องพึ่งพาความต้องการสินค้าในตลาดภายนอกเป็นสำคัญ

สิงคโปร์ถูกมองว่าจะไม่รอดจากภาวะเข้าสู่การถดถอยทางเศรษฐกิจ ถ้าหากในไตรมาส 3 การเติบโตของจีดีพีไม่กระเตื้องขึ้นและก็มีความเสี่ยงสูงเช่นนั้นจริงๆ เมื่อเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังนี้ส่อแววซบเซาจากปัญหาในสหรัฐและยุโรป

จีน คืออีกหนึ่งตัวอย่างของการถ่วงดุลชั่งน้ำหนักระหว่างปัญหาเงินเฟ้อและวิกฤตในสหรัฐและยุโรป และจีนก็เลือกที่จะ “เพลย์เซฟ” ให้กับเศรษฐกิจภายในของตัวเองก่อน

จีนเลือกที่จะใช้มาตรการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นระยะๆ ผสมผสานเข้ากับการใช้มาตรการเพื่อชะลอการปล่อยกู้ในประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่ยังวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่าจีนประสบความสำเร็จกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ไม่แม้แต่น้อย เพราะอัตราเงินเฟ้อของจีนพุ่งสูงขึ้นไปถึง 6.5% แล้วในเดือน ก.ค. ล่าสุดซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 ปีเลยทีเดียว

แม้ว่าจีนจะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ก็มีเพียงแต่ดัชนีภาคการผลิตของจีนเท่านั้นที่เริ่มหดตัวลงบ้าง แต่ทว่าการเติบโตของจีดีพีจีนในไตรมาส 2 ยังสูงถึง 9.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อันเป็นผลมาจากการได้ดุลการค้ามหาศาล ซึ่งมีผลมาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ

ประการแรก จีนกำลังติดบ่วงกับการตรึงค่าเงินหยวนที่อ่อนค่ากว่าความเป็นจริง ทำให้จีนได้ดุลการค้าในระดับสูงและยิ่งทำให้ปัญหาเงินเฟ้อในจีนกลายเป็นเรื่องยากขึ้น 2 เท่าที่จะแก้ให้อยู่หมัด

ประการที่ 2 แรงซื้อภายในของจีนยังไม่มากและแข็งแกร่งพอที่จะสร้างความสมดุลกับปริมาณการส่งออกที่ยังพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

ทว่าสำหรับเอเชียแล้ว จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังประสบกับภาวะเงินเฟ้อ เวียดนาม อินเดีย และอีกหลายประเทศก็กำลังติดหล่มกับปัญหานี้อย่างหนักเช่นกัน

เวียดนามเป็นประเทศที่มีระดับเงินเฟ้อสูงที่สุดในเอเชีย คือ สูงถึง 21% ขณะที่อินเดียนั้นกำลังเผชิญหน้ากับภาวะเงินเฟ้อสูงที่สุดในรอบหลายปีที่ 8.6% โดยการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารในประเทศเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและการใช้ชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาคอย่างรุนแรง เช่น ชาวจีนจำเป็นต้องใช้เงินถึงครึ่งหนึ่งจากรายได้ทั้งหมดกับการใช้จ่ายค่าอาหาร

ยิ่งปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ชาวเอเชียเสี่ยงต่อความยากจนมากขึ้นเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เคยเตือนเอาไว้ว่า การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารเพียง 10% เท่านั้น จะทำให้ประชาชนถึง 64 ล้านคน มีโอกาสถูกลากไปตกอยู่ในกลุ่มประชากรยากจน และหากราคาอาหารเพิ่มขึ้น 20% จะทำให้ประชากรถึง 129 ล้านคน กลายเป็นคนยากจนทันที

อย่างไรก็ตาม แม้จะกำลังประสบกับภาวะเงินเฟ้อรุมเร้า แต่ชาติต่างๆ ในเอเชียก็ถือว่ามี “ภูมิคุ้มกัน” พอตัวที่จะรับมือกับวิกฤตในสหรัฐหรือยุโรป หากสถานการณ์รุนแรงลามปามกลายเป็นเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่จริง

ประเด็นที่ 1 ประเทศเอเชียเคยเอาตัวรอดมาได้จากเมื่อครั้งวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปลายปี 2008 ต่อเนื่องมายังปี 2010 เป็นเพราะสาเหตุสำคัญคือ เอเชียหันมาพึ่งพาการค้าขายกันเอง เช่น การลงทุนระหว่างกันมากขึ้นในกลุ่มประเทศอาเซียน อินเดีย และจีน

ประเด็นที่ 2 ต้องยอมรับว่าสถานะทางการคลังของหลายประเทศในเอเชียนั้นอยู่ในสภาพที่ดีกว่ารัฐบาลสหรัฐและในยุโรปที่เต็มไปด้วยการกู้หนี้ หลายประเทศในเอเชียจึงถือว่าอยู่ในสถานะที่ยังพอเจียดนำออกมากระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศได้มากขึ้น

ทั้งสองปัจจัยบวกดังกล่าว จะทำให้บรรดาผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของเอเชีย มีทางเลือกมากพอที่จะใช้มาตรการกระตุ้นและนโยบายทางการเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงเวลาคับขันได้

กระนั้นก็ตาม ก็ยังถือว่าไม่น่าไว้ใจนัก โดยเฉพาะเมื่อธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ขึ้นแล้ว ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวต่อไป และอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กระแสทุนร้อนจากสหรัฐไหลเข้าเอเชียมากยิ่งขึ้น และจะยิ่งส่งผลกระทบต่อค่าเงินในเอเชีย

อันจะยิ่งกระทบภาคส่งออกและซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อของเอเชียอยู่ไม่น้อย!  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท