
นายกฯให้ครม.น้อมนำพระราชดำรัสไปปฏิบัติ
ถก ครม.ยิ่งลักษณ์ นัดแรก ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง นายกฯสั่งรัฐมนตรีน้อมนำพระราชดำรัสไปเป็นแนวทางปฏิบัติพร้อมเตรียมลุยตรวจน้ำท่วมเหนือ
ถก ครม.ยิ่งลักษณ์ นัดแรก ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง นายกฯสั่งรัฐมนตรีน้อมนำพระราชดำรัสไปเป็นแนวทางปฏิบัติพร้อมเตรียมลุยตรวจน้ำท่วมเหนือ
บรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นัดแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นไปอย่างคึกคัก บรรดาคณะรัฐมนตรี ต่างเดินทางมาร่วมการประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง โดยที่ตึกบัญชาการ มี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงก่อนเป็นคนแรก ขณะที่ทางด้านอาคารสำนักงานเลขาธิการ ครม. ซึ่งใช้เป็นที่ประชุม ครม. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางมาถึงก่อนเวลา 08.00 น. ตามด้วย นางบุญรื่น ศรีธเรศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ทั้งนี้ เนื่องจาก ครม. ชุดใหม่ ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่ จึงมีรัฐมนตรีบางคนมาประชมุ ครม.ผิดตึก โดย นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้วนรถมาขึ้นที่ตึกบัญชาการ เมื่อทราบว่ามาผิดที่ จึงไปยืนหลบอยู่ด้านล่าง เพื่อรอเดินทางไปห้องประชุม ครม.พร้อมกับ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดย นายพรศักดิ์ เดินจูงมือ นพ.สุรวิทย์ ลงมาพร้อมกล่าวแก้เขินว่ามารับ รมต.ประจำสำนักนายฯ กลัว รัฐมนตรีไปประชุมไม่ถูก เพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยนั้น ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันสัตว์ทหารบก พร้อมสุนัขสงคราม มาเดินตรวจค้นหาสิ่งแปลกปลอมและวัตถุต้องสงสัยไปทั่วทั้งบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ตึกบัญชาการ อาคารสำนักงานเลขาธิการ ครม. และบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล
ถกครม.นัดแรกใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง
อย่างไรก็ตามการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้เสร็จสิ้นลงโดยใช้เวลาเพียง 40 นาทีเท่านั้น
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันใด ส่วนการแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องรอแถลงนโยบายให้เสร็จสิ้นก่อน จากนั้นหารือร่วมกันว่าจะให้ใครดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายกฯสั่งรัฐมนตรีน้อมนำพระราชดำรัสไปปฏิบัติ
นายอำพน กิตติอำพล เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กำชับต่อที่ประชุมครม. 2 เรื่อง สำคัญ คือ เรื่องแรกการน้อมรับด้วยเกล้าฯพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หลังจากที่คณะได้เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา คือ 1.พระองค์มีพระราชดำรัสเกี่ยวข้องกับการปกครองบ้านเมือง ว่า ผู้ปกครองนั้นเป็นผู้ที่มีหน้าที่สูงสุด และนายกฯได้ย้ำว่าเมื่อการปกครองราชการแผ่นดิน ตามที่ครม.ได้ปฏิญาณ ต้องมีความตั้งใจในการทำงานให้สำเร็จด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ให้ประเทศสำเร็จด้วยดี และให้ประชาชนในชาติมีความสุข
2.นายกฯได้ย้ำในเรื่องการดำรงตนที่เป็นแบบอย่างที่ดี ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงรับสั่ง ว่างานของประเทศจะดำเนินการได้ดีนั้น ข้อสำคัญที่สุดคือผู้ปกครองหรือครม. ซึ่งเป็นผู้ใหญ่จะต้องปฏิบัติและบริหารบ้านเมืองให้เป็นแบบอย่างที่ดี และเน้นย้ำในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และความอุตสาหะเพื่อให้ประสบผลสำเร็จ
3.ได้เน้นย้ำในเรื่องการสร้างความสงบสุขในชาติ ซึ่งพระองค์ท่านได้รับสั่งว่าขณะนี้ประเทศต่างๆมีความวุ่นวาย แม้ประเทศไทยจะมีความวุ่นวายแต่น้อยกว่านั้น แต่ก็ขอให้รักษาและดำรงไว้ซึ่งความสงบสุขในประเทศชาติที่ได้มีมาในอดีตให้ต่อเนื่อง ด้วยความตั้งใจในการทำงานอย่างที่สุด เพื่อให้ประเทศสามารถที่ทุกคนมาเที่ยวและอยู่ได้สบาย
4.นายกฯได้ย้ำถึงพรที่พระองค์ได้ให้แก่คณะครม. ซึ่งถือว่าเป็นพรอันสูงสุดที่จะทำให้ครม.นั้น ดำเนินการและปฏิบัติหน้าที่ได้ความซื่อสัตย์สุจริตตามที่ได้ถวายสัตย์ เพื่อให้บ้านเข้าสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรือง ทั้งนี้ นายกฯได้มอบให้ฝ่ายเลขาธิการครม.นำเอาพระราชดำรัสจัดพิมพ์ เพื่อมอบให้ครม.ครั้งต่อไปหลังจากที่สำนักราชเลขาฯได้ตรวจสอบแล้ว
ยิ่งลักษณ์เตรียมลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมภาคเหนือ
นายอำพน กล่าวว่า เรื่องที่สอง นายกฯได้เน้นย้ำต่อครม.ถึงปัญหาเร่งด่วนในเรื่องอุทกภัยที่เกิดขึ้นจากพายุนกเตนในขณะนี้ โดยนายกฯได้กำหนดลงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วย อุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ นาน ซึ่งเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบ และมอบหมายให้รัฐมนตรีที่มีพื้นที่ที่เคยดูแลอยู่ และเป็นสส.นั้น ลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทุกพื้นที่ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักในการที่จะประสานเยี่ยวยา โดยคณะกรรมการคชก. กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ด้วยการให้สำนักงานปลัดและสำนักนายกฯตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์จากประชาชน สายด่วน 1111 เพื่อบูรณาการและประสงค์รับบริจาคจากประชาชนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
นายอำพล กล่าวว่า นอกจากนี้ ให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับกฎเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง ในการนำเงินฉุกเฉินสำรองจ่ายจังหวัด ให้มีความคล่องตัวในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที อีกทั้งให้กระทรวงเกษตรและกระทรวงมหาไทย จัดทำรายงานสถานการณ์ต่างๆ และเน้นย้ำให้กระทรวงเกษตรเร่งสำรวจความเสียหาย เนื่องจากหลายพื้นที่เป็นพื้นที่เกษตรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อช่วยเกษตรกรได้ทัน หลังจากครม.ได้แถลงนโยบายต่อสภา
ทั้งนี้ รัฐบาลยังให้งบประมาณในการฟื้นฟูไม่ได้ ต้องใช้งบปกติไปก่อน เนื่องจากยังไม่ได้มีการแถลงนโยบายต่อสภา อีกทั้งให้จัดคณะทำงานในลักษณะประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมเพื่อทำแผนระยะยาว นำเอาแผนต่างๆที่เคยทำมาแล้ว มาทบทวน เพื่อให้เกิดการบริหารอย่างบูรณาการ ทั้งในการป้องกันอุทกภัย และมอบหมายให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รายงานความก้าวหน้าเป็นระยะ ต่อครม.







