
ถึงเวลาปฏิรูปทหารแล้ว
...วิทูร ธำรงวิธีนิติ
ผู้เขียนสนใจในประวัติศาสตร์ และเป็นคนหนึ่งที่ตระหนักในบทบาทอันน่า สรรเสริญของทหารไทย ในการป้องกันประเทศมาแต่โบราณกาล แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนก็ตระหนักด้วยในบทบาทอันน่าตำหนิของทหาร ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ที่เริ่มตั้งแต่หลังการปฏิวัติในปีพ.ศ. 2475 เป็นต้นมา
การปฏิวัติปี 2475 นั้น เป็นการยึดอำนาจและเปลี่ยนระบอบการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่เข้าใจและยอมรับได้ว่า ในช่วงระยะเวลาแรกหลังการเปลี่ยนแปลงนั้น ผู้ยึดอำนาจได้จะต้องป้องกันมิให้ผู้เสียอำนาจช่วงชิงอำนาจคืน ด้วยการปฏิวัติโต้ (CounterRevolution) ในสถานการณ์เช่นนั้น ฝ่ายปฏิวัติคือ
“คณะราษฎร” ยังจำเป็นต้องใช้ทหารเป็นกำลังสำคัญ ทหารจึงต้องเข้าไปในการเมือง และดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมืองด้วยแต่ประวัติศาสตร์ประเทศไทยได้พิสูจน์แล้วว่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทหารติดรสการเมือง และเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นๆ เริ่มตั้งแต่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (ต่อมาได้เลื่อนยศจนเป็นพลเอก) ลงมาจนถึงจอมพลถนอม กิตติขจร อำนาจการปกครองบริหารประเทศกลายเป็นสมบัติผลัดกันชมของทหาร แม้เมื่อถึงยุคที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยกันเต็มที่ มีรัฐสภาเต็มรูปแล้ว แต่ก็ยังมีนายกรัฐมนตรีเป็นทหาร เช่น พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้น
ในสมัยปัจจุบัน บทบาทของทหารในทางการเมืองก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง การทำรัฐประหารในพ.ศ. 2549 เป็นตัวอย่างของความเป็นไปได้ ที่ทหารจะกลับเข้ามามีบทบาทในการบริหารปกครองประเทศนอกรัฐธรรมนูญได้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้หนีโทษจำคุกไปอยู่นอกประเทศและสมุน อ้างแล้วอ้างอีกว่าตนนิยมประชาธิปไตย และประณามรัฐบาลปัจจุบันว่าเป็นผลผลิตของเผด็จการ แต่ในขณะเดียวกันก็ระดมความสนับสนุนจากทหารทั้งใหม่และเก่า (แก่) แสดงว่าเต็มใจหรือตั้งใจที่จะใช้ทหารช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และไม่ต้องสงสัยว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นฝ่ายชนะ ก็คงจะปูนบำเหน็จทหารฝ่ายตนด้วยตำแหน่งทางการเมืองอย่างแน่นอน
ความเป็นมาของทหาร และพฤติกรรมในปัจจุบันของนายทหารหลายคน ทำให้น่าสงสัยว่า สถาบันการศึกษาของทหาร ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายเรือ หรือโรงเรียนนายเรืออากาศ กำลังทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใดหรือไม่ นอกจากวิชาทหารที่จำเป็นแก่อาชีพทหารแล้ว โรงเรียนได้สอนและปลูกฝังระบอบประชาธิปไตยให้แก่นักเรียนนายทหารเพียงใด เพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจและเลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตย
ถ้าสอนกันแต่เปลือกพอให้สอบไล่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เข้มงวดปลูกฝัง กันแต่ระเบียบวินัยทหาร แบบให้นับถือและหลงรุ่นอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็เท่ากับว่าไม่ได้เตรียมทหารเอาไว้สำหรับรับใช้ประชาชน แต่เตรียมทหารเอาไว้รองรับระบอบเผด็จการที่จำแลงมาในรูปของประชาธิปไตย จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
แต่แม้จะสมมติว่าการเข้มงวดปลูกฝังระเบียบวินัยทหาร กระทำเพื่อให้ทหารกลายเป็นเครื่องมือของเผด็จการ ก็ยังน่าสงสัยอยู่นั่นเองว่า โรงเรียนนายทหารเหล่าต่างๆ นั้น รวมทั้งโรงเรียนเสนาธิการจะประสบความล้มเหลว หรือไร้ประสิทธิภาพ เพราะพฤติการณ์ของนายพลทหารหลายคนส่อให้เห็นความขาดระเบียบวินัย ขาดความสามัคคี และความเป็นปึกแผ่น ซึ่งจำเป็นสำหรับระบอบนั้น
สอนกันอย่างไร จึงทำให้พลเอก (นอกราชการ) ไปร่วมกับพันตำรวจโท (นอกราชการ ผ่านโรงเรียนเตรียมทหาร) เป็นขบถ ใช้ดินแดนของต่างประเทศทำร้ายบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง?
สอนกันอย่างไร จึงทำให้พลตรีผู้ทรง
“คุณวุฒิ” ของกองทัพบก ซึ่งยังอยู่ในราชการไปร่วมกับพันตำรวจโทคนเดียวกัน ก้าวร้าวลบหลู่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตน ท้าทายอำนาจรัฐบาล และขู่กรรโชกศาลยุติธรรม?พฤติกรรมของนายทหารซึ่งเป็นผลผลิตของโรงเรียนนายทหารเหล่าต่างๆ แสดงชัดว่า แม้จะให้การศึกษาและทำให้นายทหารมีความรู้ในทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธี แต่โรงเรียนก็ล้มเหลว ทั้งในการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ และความเลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตย และในการปลูกฝังความรักระเบียบวินัยและความสามัคคีด้วย
คิดกันบ้างหรือยังว่า ถ้าทหารไม่รู้จักไม่เลื่อมใสในประชาธิปไตย แต่นิยมเผด็จการ และในขณะเดียวกันก็ไร้ระเบียบวินัยและขาดความสามัคคี กองทัพจะมีสภาพอย่างไร? จะยังเป็น
“กองทัพแห่งชาติอยู่” หรือจะกลายเป็นแต่เพียงกองกำลังถืออาวุธ ที่รับจ้างและรับใช้ผู้มีอิทธิพล เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของมัน?ถึงเวลาแล้วที่ผู้เป็นห่วงและมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง จะต้องสำรวจ วิเคราะห์ และวิจัยปัญหาของทหาร ของกองทัพ เพื่อการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมและเร่งด่วนที่สุด
ก่อนที่ทหารจะกลายเป็นโจรอาชีพ







