
คนไทยกลัวเสี่ยง แห่ซื้อประกันชีวิต
แม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น บวกกับราคาทองคำที่ยังพุ่งไม่หยุด
แม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น บวกกับราคาทองคำที่ยังพุ่งไม่หยุด
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น บวกกับราคาทองคำที่ยังพุ่งไม่หยุด อาจทำให้คนไทยได้รับผลตอบแทนมากขึ้นจากการลงทุนประเภทต่างๆ แต่ด้วยปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งจากภายในและนอกประเทศ ทำให้คนไทยเริ่มตระหนักถึงการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนของตัวเองมากขึ้น ด้วยการหันมาลงทุนหรือฝากความหวังไว้กับการลงทุนประเภทอื่นเพิ่มเติมจากรูปแบบเดิมๆ โดยเฉพาะธุรกิจประกันชีวิตในไทยได้รับการจับตามองเป็นพิเศษถึงการเติบโตในแต่ละปีที่ยังพุ่งไม่หยุด บวกกับมีเรื่องของการดูแลเรื่องสุขภาพยามเจ็บป่วยที่ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น หรือการช่วยวางแผนรองรับวัยเกษียณอายุ จึงทำให้มีความน่าสนใจเพิ่มเติมขึ้นมาอีก เปรียบเสมือนการลดความเสี่ยงในการดำรงชีวิตของตัวเองได้ในระดับหนึ่งหนึ่ง
ไม่เพียงแต่ไทยจะเป็นตลาดเนื้อหอมของบริษัทประกันชีวิตจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภูมิภาคเอเชียในบางประเทศที่ถือเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ธุรกิจประกันชีวิตยังมีทิศทางสดใสอีกด้วย หลังจากที่สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและธุรกิจประกันชีวิตเริ่มอิ่มตัวแล้ว
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ไมเคิล ไฮส์ ของกลุ่มอลิอันซ์ ประเทศเยอรมนี ถึงกับฟันธงลงไปว่า ตลาดประกันชีวิตไทยจะมีการเติบโตต่อเนื่องเป็นตัวเลขสองหลักไปอีก 10 ปี นั้นหมายความว่าเบี้ยประกันจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี เป็นการคาดการณ์ที่ยาวที่สุด ที่ยังไม่เคยมีหน่วยงานใดทำมาก่อน ถือว่าเป็นมุมมองที่สดใสมากสำหรับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลธุรกิจประกัน และจากภาคธุรกิจประกันชีวิตที่ต่างเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูง
ความมั่นใจถึงธุรกิจประกันชีวิตในไทย มีปัจจัยบวกมาจากอัตราการถือครองกรมธรรม์ของคนไทยยังคงห่างไกลเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ ของโลก โดยคนไทยมีเบี้ยประกันต่อประชากรอยู่ที่ 106 ยูโร หรือประมาณ 4,200 บาท หรือสัดส่วนเบี้ยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 2.9% ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 1.5% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ฮ่องกงมียอดเบี้ยประกันรวมต่อหัวสูงที่สุดในเอเชีย 9.5 หมื่นบาท ตามด้วยไต้หวัน ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ประเทศไทยจึงยังมีช่องว่างอีกมากในการเติบโต
นอกจากนี้ บริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยมีอยู่ทั้งสิ้น 24 บริษัท แต่มีเพียง 3 บริษัทใหญ่ ได้แก่ บริษัท เอไอเอ บริษัท ไทยประกันชีวิต และบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากกว่า 53% ส่วนบริษัท อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.ประกันชีวิต มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 6.1% เท่านั้น ซึ่งจากแผนการกำกับดูแลที่เน้นให้บริษัทประกันชีวิตมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น ทำให้บริษัทประกันชีวิตหลายแห่งมีการบริหารจัดการมีความเป็นมืออาชีพ มีประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันและเร่งขยายธุรกิจ
ที่สำคัญคนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการออมเพื่ออนาคตมากขึ้น เพราะในอนาคตอันใกล้ผู้สูงอายุในประเทศไทยจะมีมากกว่าวัยแรงงาน ไม่ได้เกิดเฉพาะในสังคมไทยเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยมีปัจจัยหลักในการผลักดันให้เกิดความต้องการทำประกันชีวิตในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อเตรียมตัววางแผนสำหรับการเกษียณ
ขณะที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) เองก็ได้ออกแผนแม่บทการพัฒนาประกันภัยฉบับที่ 2 เมื่อปี 2554 ที่มีการกระตุ้นให้คนหันมาให้ความสำคัญของการทำประกันภัย โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันบำนาญเพิ่ม ทำให้คนไทยหันมาออมผ่านประกันชีวิตมากขึ้น
การคาดการณ์ของกลุ่มอลิอันซ์ ประเทศเยอรมนี จึงสอดคล้องกับ คปภ. ที่มั่นใจว่าธุรกิจประกันภัยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าตัวเลขสองหลักเช่นกัน แต่ คปภ.คาดการณ์ถึงปี 2557 หรืออีก 4 ปี
ทั้งนี้ ได้มีการคาดการณ์กันว่าในปี 2557 สัดส่วนเบี้ยประกันภัยที่รวมทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัยต่อตัวเลขจีดีพีจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6% หรือเบี้ยรับรวม 7.39 แสนล้านบาท จากปี 2553 ที่มีเบี้ยรับรวม 4.21 แสนล้านบาท
ส่วนปี 2554 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 16.23% หรือเบี้ยรับรวม 4.89 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อจีดีพีอยู่ที่ระดับ 4.67% จาก 4.21% ในปี 2553
สำหรับปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจประกันภัยเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักตามความเห็นของ คปภ. ก็มาจากมาตรการเชิงรุกของ คปภ. และภาคเอกชน ที่ร่วมกันพัฒนาแบบประกันใหม่ๆ สู่ประชาชนทุกระดับทั่วประเทศ โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้มีโอกาสได้ทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองตนเองเมื่อประสบภัยหรือเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของประชาชน เช่น ประกันภัยข้าวนาปี และประกันภัยธรรมชาติที่กำลังจะออกมา
การพัฒนาช่องทางการจำหน่าย ทั้งทางโทรศัพท์ ตัวแทน นายหน้า ธนาคาร อินเทอร์เน็ต องค์กร การให้บริการแบบครบวงจรการออกประกันภัยราคาถูก หรือไมโครอินชัวรันส์ ซึ่งในปี 2557 จะผลักดันให้เกิดการเติบโต 20% เมื่อเทียบกับจำนวนกรมธรรม์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ถือกรมธรรม์ที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ได้ทำให้เบี้ยประกันชีวิตลดลงมากนัก เนื่องจากประกันชีวิตเป็นการออมระยะยาว อัตราเบี้ยประกันถูกกำหนดโดย คปภ. ซึ่งใช้อายุเฉลี่ยของประชากรทั้งประเทศ เพศ วัย อาชีพ มาคำนวณ ไม่ได้ใช้จำนวนประชากรที่ถือครองกรมธรรม์มาคำนวณ
ต่างจากกรมธรรม์ประกันวินาศภัยที่จำนวนคนซื้อประกันมาก จะทำให้เบี้ยประกันปรับลดลงได้เร็วกว่าประกันชีวิต แต่จะทำให้ต้นทุนของบริษัทประกันชีวิตถูกลง มีกำไรมากขึ้น และคืนกำไรให้กับลูกค้ามากขึ้น ในด้านของการบริการที่รวดเร็ว ความคุ้มครองที่สูงขึ้นหรือมากขึ้น
ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เบี้ยประกันสูงขึ้น เพราะเมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับตัวสูงขึ้น ทางบริษัทประกันชีวิตจะมีการทบทวนผลตอบแทนที่จะให้กับลูกค้าไม่ให้ต่างจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากนัก แต่อัตราดอกเบี้ยต้องมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 5 ปี ธุรกิจประกันชีวิตจึงจะมีการทบทวน หรือไม่ก็จะมีการออกกรมธรรม์ชำระเบี้ยระยะสั้นๆ ออกมาแล้วให้ผลตอบแทนสูงๆ ใกล้เคียง หรือสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก แต่จะจำกัดวงเงินการขายไว้เพื่อไม่ให้เป็นภาระในการนำไปลงทุน ซึ่งโดยปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยตามกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ให้กับลูกค้าจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เพื่อจูงใจให้ลูกค้าหันมาออมเงินระยะยาว
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เบี้ยประกันชีวิตของไทยจะเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักติดต่อกันอีก 10 ปี เพราะโดยธรรมชาติธุรกิจประกันภัยจะโตสูงกว่าการเติบโตของจีดีพี 2 เท่า ซึ่ง 5 ปีข้างหน้าเริ่มจากปี 2555-2559 ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดว่าจีดีพีของไทยจะเติบโตในระดับที่เหมาะสมประมาณ 4-5% ฉะนั้นเบี้ยประกันชีวิตของไทยน่าจะเติบโตอย่างน้อย 8-10%







