
สำรวจปมร้อนมหาดไทยที่รัฐบาลใหม่ต้องสะสาง
เปิดปมร้อนค้างคาในกระทรวงมหาดไทยจากยุค"ภูมิใจไทย"ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องสะสาง
เปิดปมร้อนค้างคาในกระทรวงมหาดไทยจากยุค"ภูมิใจไทย"ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องสะสาง
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ว่ากันว่า ตลอด 2 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา ของรัฐบาลชุดพรรคประชาธิปัตย์ “กระทรวงมหาดไทย” เป็นกระทรวงที่เปลี่ยนแปลงชนิด “หน้ามือเป็นหลังมือ” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภายใต้การกุมบังเหียนของ 2 พี่น้อง เนวิน และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เจ้าของพรรคภูมิใจไทยตัวจริง
ตามธรรมเนียมของการเมืองไทย เมื่อใดก็ตาม ที่พรรคร่วมรัฐบาล เกิดส้มหล่น ได้กระทรวงใหญ่ไว้ในครอบครอง ก็ย่อมจะถูกจับตามองว่าเป็นขุนสมบัติของพรรคนั้น ๆ เพื่อเตรียมตัวในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
เพราะฉะนั้น โครงการทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นภายใต้ “พรรคภูมิใจไทย” จึงมีกลิ่นอายของการเมือง และผลประโยชน์มหาศาล เพราะกระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นทั้งศูนย์กลางอำนาจ ศูนย์กลางงบประมาณ และศูนย์กลางแห่งข้าราชการส่วนภูมิภาคทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปลัดอำเภอ นายอำเภอ ไล่ยาวไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด
โครงการแรกก็คือ 'อาสาสมัครปกป้องสถาบัน' หรือ อสป. โดยมีกรมการปกครองที่มีนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง รับปากเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ สนองนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ซึ่งแนวคิดหลัก ๆ ของชวรัตน์ก็คือ การลดความแตกแยกของประชาชน ภายหลังเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายตลอดช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2553 โดยจะเน้นการเผยแพร่หลักเศรษฐกิจพอเพียง และยึดจุดยืนในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยใช้ชุดซาฟารีสีน้ำเงินเป็นเครื่องแบบ และมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 5,000 คนทั่วประเทศ
พลันที่เกิดโครงการนี้ขึ้น ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามตั้งคำถามขึ้นทันที ถึงความเหมาะสมในการใช้ “สถาบันพระมหากษัตริย์” เพื่อนำมาต่อต้านฝ่ายตรงข้ามคือ “กลุ่มคนเสื้อแดง” เพราะอาจจะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีกลุ่มลูกเสือชาวบ้านเป็นแกนหลักในการใช้กำลังปราบปรามนักศึกษาที่ถูกใส่ความว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” หรือไม่
นอกจากนี้ ยังถูกวิจารณ์เรื่องความเหมาะสมเรื่องการจัดสรรงบประมาณ เพราะหลังจากโครงการดังกล่าวดำเนินการมาครบ 1 ปี ปรากฏว่าโครงการ อสป.มีการฝึกอบรมไปแล้วทั้งสิ้น 4,554 รุ่น รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 546 ล้านบาท ทว่าจังหวัดที่ฝึกอบรมมากที่สุด คือจ.บุรีรัมย์ มีการฝึกอบรมถึง 565 รุ่น ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 67 ล้านบาท จ.ปทุมธานี 281 รุ่น ใช้งบประมาณ 33 ล้านบาท จ.นครราชสีมา 191 รุ่น เป็นเงิน 22 ล้าน ซึ่งจังหวัดที่มีการอบรมบ่อยครั้ง และใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ล้วนเป็นจังหวัดที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทยทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ “มงคล” เป็นอันต้องตกเก้าอี้ จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) และมติคณะรัฐมนตรี ก็มีสัญญาณออกมาชัดเจนจาก วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครองคนใหม่ ออกมาว่าจะไม่สานต่อในโครงการที่สร้างความแตกแยกให้กับประชาชนแน่นอน
เป็นอันว่าโครงการ อ.ส.ป.คงกลายเป็นโครงการที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในสมัยพรรคภูมิใจไทยเป็นเจ้ากระทรวง
อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือโครงการลือลั่นอย่าง “การปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง มูลค่า 3.49 พันล้านบาท”
โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้การปฏิบัติงานของ “มงคล” ในหมวกของอธิบดีกรมการปกครองเช่นเดียวกัน และเป็นชนวนเหตุที่วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อ้างว่าต้องเด้งออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง เพราะไม่ยอมลงนามในคำสั่งทำสัญญากับบริษัท คอนโทรล ดาต้าจำกัด บริษัทคู่สัญญา ที่ชนะการประมูล เนื่องจากมีลักษณะที่ไม่ตรงตามทีโออาร์ และยังมีข้อทักท้วงจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน กรมบัญชีกลาง หรือแม้แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ
หลังจากถูกสังคมรุกให้หาความจริงหนักเข้า ก็ตามมาด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายใน ซึ่งก็ล้วนมาจากคนในทั้งนั้นโดยมี นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานเพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าว ขณะเดียวกัน ด้านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเช่นเดียวกัน แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งหมดนี้เอง ทำให้ “มงคล” ต้องไปไม่ถึงฝั่งฝันในตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงมหาดไทย”
แต่สุดท้าย “มงคล” ก็ไฟเขียวเดินหน้าสัญญาต่อ โดยอ้างว่าหากไม่ต่อสัญญา อาจทำให้บริษัทคู่สัญญา ฟ้องร้อง และหากปล่อยให้ใช้คอมพิวเตอร์ที่เก่าเกินไปในการให้บริการกับประชาชน ก็อาจทำให้เกิดความล่าช้ากับงานทะเบียน รวมถึงการออกบัตรประชาชน ที่เพิ่งมี “บัตรประชาชนเด็ก” ออกมา
ล่าสุด “วงศ์ศักดิ์” เจ้าเดิมก็ประกาศลั่นว่า สัญญาเช่าซื้อคอมพิวเตอร์นี้ จะต้องถูกรื้อทิ้งอย่างแน่นอน เพราะมีความไม่ชอบมาพากลแน่ ๆ ส่วนจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนหรือไม่นั้น ก็ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินเพิ่มเติมงบประมาณให้ ไม่ใช่ยอมให้กรมการปกครองเป็นผู้ตัดสินแทนด้วยการอุ้มคนผิดไว้
ส่วนอีกหนึ่งโครงการได้แก่ “มหาดไทยแชนแนล” สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ที่เกิดจากความคิดของพรรคภูมิใจไทยเช่นเดียวกัน โดยใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น 96 ล้านบาท ออกอากาศภายใต้ระบบเคยู แบนด์ และระบบ ซี แบนด์ โดยให้บริษัท แพลนมีเดีย จำกัด ซึ่งมีเสียงลือหนาหูว่าเป็นบริษัทที่มีความใกล้ชิดกับนายเนวิน ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตรายการทั้งหมด โดยเนื้อหาของช่องส่วนใหญ่ จะเน้นประชาสัมพันธ์ภารกิจของกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะ ในรูปแบบของข่าว รายงานพิเศษ และสารคดีสั้น
หลังจากที่ตั้งได้ไม่กี่เดือน ก็มีเสียงบ่นจากข้าราชการประจำตามหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งที่มีสถานะเป็น “กรม” และมีสถานะเป็น “รัฐวิสาหกิจ” ภายใต้การควบคุมของกระทรวงมหาดไทยว่า เพราะเหตุใดจึงต้องจ่ายงบประชาสัมพันธ์สูงถึงเดือนละ 6 ล้านบาท ให้กับ “มหาดไทยแชนแนล” ที่ไม่มีคนดู และไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้มีคนดูเพิ่มเติม
หลังจากดำเนินโครงการมาได้ 1 ปี สถานะของมหาดไทยแชนแนลก็มีอันต้องสั่นคลอนภายหลัง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย จนบริษัทคู่สัญญาของมหาดไทยแชนแนลเริ่มออกประกาศกับเจ้าหน้าที่ในสถานีแล้วว่า จะให้เวลาอีก 3 เดือนในการหาที่ทำงานใหม่ ก่อนที่จะเลิกจ้างทั้งหมด
เป็นอันว่าถึงจุดจบของมหาดไทยแชนแนลอย่างสมบูรณ์แบบ
ทั้งหมดนี้ถือเป็นผลงานที่ถูกริเริ่มในสมัยของพรรคภูมิใจไทยคุมกระทรวงมหาดไทย และยังคงมีอุณหูมิอันร้อนแรง รอคอยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ในการเร่งสางปม และตอบคำถามกับประชาชนให้ได้ว่ามีการทุจริต หรือเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองจริงหรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นที่คลางแคลงใจ และยอมโอนอ่อนให้นักการเมืองปู้ยี้ปู้ยำกระทรวงแห่งนี้ต่อ
มิเช่นนั้นกระทรวงมหาดไทยก็จะเป็นกระทรวงที่มีอำนาจมหาศาล แต่ล้มเหลวในการบริหารงานให้เกิดความโปร่งใสต่อไปในอนาคต







