
ถึงเวลาถอนยากระตุ้นโลก
เห็นได้ชัดว่าการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ยากและสาหัสเกินกว่าที่ใครหลายคนจะคาดถึง ซึ่งแม้แต่สหรัฐและยุโรปก็ยังต้องปาดเหงื่อ
เห็นได้ชัดว่าการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ยากและสาหัสเกินกว่าที่ใครหลายคนจะคาดถึง ซึ่งแม้แต่สหรัฐและยุโรปก็ยังต้องปาดเหงื่อ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หาก “การกระตุ้น” เศรษฐกิจคือวาระของโลกในปี 2552 ที่ผ่านมา “การถอนตัว” ออกมาจากมาตรการเดียวกัน (Exit Strategics) ก็คือวาระสำคัญของทั่วทั้งโลกในปี 2553 เช่นเดียวกัน
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาใหญ่ที่กำลังท่วมหัวรัฐบาลทั่วโลกในวันนี้และในอนาคตอันใกล้ ทั้ง 1.งบประมาณขาดดุล 2.หนี้สาธารณะ 3.ฟองสบู่สินทรัพย์ และ 4.เงินเฟ้อ ล้วนมีสาเหตุสำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นดังกล่าวแทบทั้งสิ้น
จึงไม่น่าแปลกใจที่ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จึงต้องออกมาเกริ่นเรื่องนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่ยาสเตียรอยด์กระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐที่อัดฉีดกันมาตั้งแต่ปลายปี 2551 จะกลายเป็นยาเสพติดให้โทษแทน
ทว่าเราจะถอนยากันเมื่อไหร่ (When) และอย่างไร (How) เพื่อไม่ให้ภาวะเศรษฐกิจถูกกระเทือนมากจนเกินไป และจะเริ่มที่ตรงจุดใดก่อน ขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือลดงบประมาณขาดดุลนั้น ตรงจุดนี้แม้แต่สหรัฐก็ยังไม่อาจให้ตัวอย่างเป็นวิทยาทานแก่รัฐบาลทั่วโลกได้ เพราะเป็นปัญหาใหญ่ยากเกินกว่าจะแก้ได้ง่ายๆ
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดกันว่า สหรัฐอาจเริ่มยุทธศาสตร์ทางออกได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 เนื่องจากการฟื้นตัวในปัจจุบันยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ สหรัฐอาจเลือกที่จะเริ่มต้นไปพร้อมๆ กัน ทั้งในส่วนของการเงินและการคลัง โดยที่เฟดอาจยุติการอัดฉีดเงินเข้าระบบพร้อมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา จะเป็นผู้ตัดลดงบประมาณรายจ่ายประเทศ
เบื้องต้นนั้น เบอร์แนนคีได้เกริ่นมาแล้วเบื้องต้น ก่อนที่จะขึ้นให้การต่อคณะกรรมาธิการการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ในวันที่ 24 ก.พ.นี้ว่า อาจดำเนินการด้วยการยุติโครงการเงินกู้และความช่วยเหลือต่างๆ ในระบบการเงินสหรัฐ ก่อนที่อาจตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Discount Rate) ซึ่งเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ที่เฟดเรียกเก็บจากธนาคารพาณิชย์ที่กู้ยืมโดยตรงจากเฟด
ปัจจัยที่เอื้อให้สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ ทั้งที่จะทำให้ผู้บริโภคและภาคเอกชนในสหรัฐมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นนั้น เป็นเพราะคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวได้เร็วที่สุดในรอบ 4 ปี โดยเฉพาะจีดีพีไตรมาส 4 ของปี 2552 ที่ดีดตัวขึ้นได้ถึง 5.7% ต่อปี ซึ่งยังถือเป็นการขยายตัวที่มากที่สุดในรอบกว่า 6 ปีด้วย และทำให้เฟดได้ตัดสินใจไม่ต่อโครงการช่วยซื้อสินทรัพย์ที่เกิดปัญหาจากภาคเอกชน
ทว่าไม่ใช่เพราะแนวโน้มด้านบวกเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะเฟดเองก็เผชิญงบดุลโป่งพองไม่ต่างจากปัญหางบประมาณขาดดุลของรัฐบาลเท่าไหร่นัก จากงบดุลที่ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19.8 ล้านล้านบาท) ก่อนวิกฤตการณ์ซับไพรม์ในปี 2551 ปัจจุบันงบดุลของเฟดขยายตัวไปถึงกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 66 ล้านล้านบาท) พร้อมยังได้พิมพ์เงินเหรียญสหรัฐเข้าซื้อตราสารเอ็มบีเอสไปแล้วถึง 1.25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 41.2 ล้านล้านบาท)
ในส่วนของมาตรการการคลังนั้น ดูเหมือนรัฐบาลโอบามาก็ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเหมือนกัน เพราะแม้ประกาศว่าจะต้องแก้งบประมาณขาดดุลด้วยการตัดลดงบประมาณรายจ่าย แต่จนถึงปัจจุบันสิ่งที่โอบามาประกาศออกมากลับมีแต่การใช้งบที่เพิ่มขึ้น
เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว โอบามาได้อนุมัติก่อหนี้อีก 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 62.7 ล้านล้านบาท) ทำให้เพดานหนี้ทะลุขึ้นไปอยู่ที่ 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 472 ล้านล้านบาท) แล้ว
ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลสหรัฐยังต้องใช้นโยบายขาดดุลต่อ เป็นเพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมา ไม่สามารถแก้ปัญหาการว่างงานในประเทศได้ ซึ่งตัวเลขว่างงานขณะนี้ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2526 หรือมีงานหายไปถึง 8.4 ล้านอัตรา นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งล่าสุด ทำให้รัฐบาลต้องประกาศให้การสร้างงานเป็นวาระสำคัญของชาติในปี 2553
นอกจากนี้ รัฐบาลก็ยังไม่สามารถถอนตัวจากสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานสมรภูมิรบแห่งใหม่หลังจากศึกอิรักด้วยมีความกังวลกันว่าสถานการณ์ที่บีบบังคับของสหรัฐอาจส่งผลให้รัฐบาลวอชิงตันต้องเร่งหาเงินอย่างหนักด้วยการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำนำเศรษฐกิจ โดยใช้ดอกเบี้ยที่ 00.25% กรุยทางด้านการส่งออกของประเทศ ที่สามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการขาดดุลการค้าที่ลดลง นอกจากนี้ยังต้องเร่งนำเงินไปลงทุนอย่างหนักในสินทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งน่าจับตาว่าอาจทำให้ตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งตลาดหุ้น ทองคำ น้ำมัน และอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ร้อนแรงไม่แพ้ปีที่ผ่านมา
แต่หลายฝ่ายมองว่าถึงที่สุดแล้ว สหรัฐก็ต้องรีบถอนมาตรการกระตุ้นในช่วงปลายปี ไม่ว่าจะขึ้นดอกเบี้ย หรือตัดลดงบรายจ่ายต่างๆ ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายเหมือนหลายประเทศในยุโรป อาทิ กรีซ สเปน และโปรตุเกส ที่เกิดภาวะหนี้ท่วมในขณะนี้
เพราะต้องไม่ลืมว่า สหรัฐเองก็อยู่ในบัญชีต้องจับตาที่เหล่าสถาบันจัดอันดับเครดิตเล็งเอาไว้เหมือนกัน หากไม่รีบแก้ปัญหางบขาดดุล เครดิตที่อยู่ระดับสูงสุดก็อาจหล่นลงมาได้
เห็นได้ชัดว่าการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ยากและสาหัสเกินกว่าที่ใครหลายคนจะคาดถึง ซึ่งแม้แต่สหรัฐและยุโรปก็ยังต้องปาดเหงื่อ
เห็นตัวอย่างในสหรัฐที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือปัญหาหนี้ท่วมในยุโรปแบบนี้แล้ว รัฐบาลชาติอื่นที่คิดก่อหนี้เพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจึงต้องคิดทบทวนให้ดี
หากคิดจะใช้นโยบายขาดดุลต่อเนื่อง 1–2 ปี หรือก่อหนี้เพิ่มนั้น ต้องประเมินสถานการณ์ให้หนักด้วยว่าจะหาเงินเข้ามาสร้างสมดุลได้อย่างไร เพราะแม้จะมีการจัดเก็บภาษีดีขึ้น ทว่าสถานการณ์ฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกนั้น ก็ยังไม่แกร่งพอที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามได้มากนัก และแม้หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับ 45% จะไม่สูงหากเทียบกับหลายประเทศที่เกิดปัญหา ทว่าการเทียบควรจะดูบนพื้นฐานของประเทศเป็นหลักมาก่อน
หากเอาแต่กระตุ้นแต่ไม่มีการเตรียมยาถอนเอาไว้ล่วงหน้า ถึงเวลาอาจกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แถมเป็นภาระให้คนรุ่นต่อมา
อเมริกาเขาก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วนี่ไง







