
มี.ค.ร้อนแรง สารพัดปัญหารุมทึ้ง พรรคร่วมบีบมาร์คเข้ามุมอับ
8...ทีมข่าวการเมือง
บรรยากาศการเมืองเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงมากขึ้น เมื่อ
“มวลชนทักษิณ” เร่งเครื่องให้เกิดการเผชิญหน้าแตกหักบนเป้าหมายใหญ่ คือคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ที่ศาลฎีกานักการเมืองจะมีคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ.นี่จึงเป็น
“ระเบิดเวลา” ลูกใหญ่สำหรับการเมืองไทย ที่ต่างชาติยังจับตามองด้วยใจระทึก ฝั่งเครือข่ายทักษิณ “พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร” ญาติผู้พี่ เชื่อว่าหลังคำพิพากษาอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งหนีไม่พ้นการเผชิญหน้าที่อาจลงเอยด้วยการแตกหักอย่างรุนแรงจากคนเสื้อแดง เพราะทนไม่ได้หากต้องมีการยึดทรัพย์นายใหญ่คดียึดทรัพย์จึงเป็น
“สึนามิ” ลูกแรกในช่วงต้นปี ซึ่งฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า ปีเสือดุนี้จะเหี้ยมจริง โดยยังมี “ฝี” อีกหลายลูกเปล่งบวม จนหนองใกล้แตกเต็มทนอีกลูกที่ดูเหมือนจะจบแต่ก็ไม่จบ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังเป็น
“เสี้ยนหนาม” พร้อมขยายความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล และถ้าประคองไม่ดีก็อาจเร่งปฏิกิริยาปลุกม็อบ “เหลืองแดง” ให้การเมืองปั่นป่วนได้อีกมติที่ประชุมรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เบรกญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ออกไปก่อนด้วยคะแนน 278 ต่อ 212 เสียง ช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์ถอนหายใจไปได้หลายเปลาะ
ว่าไปแล้วนี่เป็นแค่
“ยกแรก” ในเกมใหม่ที่ภูมิใจไทยกลับมาแสดงอิทธิฤทธิ์ส่งสัญญาณขู่แรงๆ ถึงประชาธิปัตย์วันนั้น หากไม่มีการเคลียร์ใจในนาทีสุดท้ายระหว่างประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย โต้โผใหญ่ให้นำวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณา ก็เชื่อว่าที่ประชุมรัฐสภาอาจมีมติรับหลักการ โดยใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ที่นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมรายชื่อคนเสื้อแดงกว่า 1.2 แสนคน นำยื่นต่อประธานรัฐสภาเมื่อปี 2551 ใช้เป็นหลักในการพิจารณา
เป็นเกมที่ภูมิใจไทยเตรียมอาศัยใบบุญร่างรัฐธรรมนูญสีแดง โดยนำทัพ 4 พรรคร่วมที่เหลือเล่นกลซุกใต้ปีกเพื่อไทย เพื่อให้ฝันแก้รัฐธรรมนูญเป็นจริงขึ้นมา
เพราะการที่
“ชัย ชิดชอบ” ประธานรัฐสภา นัดประชุมรัฐสภาโดยไม่บอกกล่าวให้ประชาธิปัตย์ทราบล่วงหน้า ว่าจะมีการพิจารณาวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วม และร่างของคปพร.ให้เป็น “เรื่องด่วน” ถือว่ามีเจตนาที่ซ่อนเร้นแอบแฝงแน่โดยหลักแล้วเรื่องสำคัญอย่างนี้ ประธานรัฐสภาต้องประสานกับพรรครัฐบาลก่อน เพื่อให้การพิจารณาและลงมติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ที่สำคัญยังมีเรื่องด่วนที่ประชาธิปัตย์ต้องการให้หยิบมาพิจารณาก่อน นั่นคือกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ 6 ฉบับ ที่รัฐบาลเสนอเข้ามาใหม่ เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ทันเดือนมี.ค.
แต่ประธานชัยเหมือนจะแสร้งไม่รู้ ไม่เห็นกับสิ่งที่ประชาธิปัตย์ต้องการ พยายามดันเอาวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วนลำดับแรก ดีที่ประชาธิปัตย์ไหวตัวทันเสียก่อนไม่งั้นเป็นเรื่อง
เหตุที่ประธานชัยเล่นเกมลับลวงพรางดันวาระแก้รัฐธรรมนูญ ก็เพราะต้องการดัดหลังประชาธิปัตย์บ้าง เมื่ออภิสิทธิ์ทำพรรคร่วมเจ็บลึกถึงหัวใจ
จน สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำชาติไทยพัฒนา ต้องออกจดหมายเปิดผนึกด่าอภิสิทธิ์ว่า
“อย่าเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า” ที่ปฏิเสธไม่สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ของพรรคร่วม โดยอ้างว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภา ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลดังนั้น เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในวาระการประชุมรัฐสภาแล้ว พรรคร่วมก็มีเอกสิทธิ์ที่จะพลิกไปหนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของคปพร. หรือ
“ฉบับทักษิณ” ที่อยู่ในวาระเหมือนกัน ไม่มีข้อผูกมัดอะไรที่จะต้องเกรงใจประชาธิปัตย์เหตุเพราะในร่างคปพร. ได้ยึดเนื้อหามาจากรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งประเด็นที่พรรคร่วมต้องการเฉพาะหน้าขณะนี้ คือแก้ไขระบบเลือกตั้งให้เป็นเขตเล็ก ก็มีอยู่ในร่างคปพร.ครบถ้วนทุกประการ
ไม่เท่านั้นหากหนุนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นหลักในการแก้ไข ในมุมกลับเท่ากับเป็นการรื้อรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ ซึ่งทุกพรรคต่างอยากจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหารนี้
โดยเฉพาะเพื่อไทยมีนโยบายทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อนิรโทษกรรมทักษิณและล้างโทษทุกคดีหลังรัฐประหาร 19 กันยา
ส่วนพรรคการเมืองที่เหลือเว้นแต่ประชาธิปัตย์ก็เอาด้วย โดยเฉพาะผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ให้แก้ไขเฉพาะหน้าแค่ 6 ประเด็นก่อน ก็ล้วนอยู่ใต้ร่มธงของรัฐธรรมนูญ 2540
แต่เกมโหดครั้งนี้ดูจะยังไม่เป็นเอกภาพในหมู่ 5 พรรคร่วม เพราะ 4 พรรคที่เหลือ คือ ชาติไทยพัฒนา เพื่อแผ่นดิน กิจสังคม และรวมใจไทยชาติพัฒนา ยังไม่กล้าพอที่จะกลับไปยืมร่างรัฐธรรมนูญสีแดงฉบับคปพร. มาเป็นเครื่องต่อรองให้ประชาธิปัตย์เปลี่ยนใจมาแก้รัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง
ไม่ใช่เพราะกลัวประชาธิปัตย์ แต่เกรงกระแสสังคมจะลุกฮือต่อต้านพรรคร่วมได้ว่า
“แก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง” เพราะคราวนี้ไม่ใช่แก้แค่ 2 ประเด็น หรือ 6 ประเด็นตามผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์แต่จะแก้นับร้อยประเด็นยุ่บยั่บเต็มไปหมด ซึ่งในสมัยของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช มีความพยายามเดินหน้ารื้อใหญ่รัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับมาแล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกต่อต้านจนรัฐบาลเกือบพัง
นี่ก็เช่นกัน พรรคร่วมอย่างชาติไทยพัฒนาของมังกรเติ้ง หรือกลุ่มพินิจ จารุสมบัติ ในเพื่อแผ่นดิน ยังสองจิตสองใจไม่กล้าใช้แผนนี้บีบประชาธิปัตย์ เพราะเกรงว่าอาจทำให้รัฐบาลทั้งคณะอยู่ไม่ยืด และก็อาจสวิงกลับไปเข้าทางเครือข่ายทักษิณ ที่จะใช้เรื่องนี้กวนน้ำให้ขุ่นและเพิ่มพลังม็อบเสื้อแดงให้ร้อนแรงขึ้น
เกมนี้ภูมิใจไทยจึงแค่ขู่ให้ประชาธิปัตย์เสียวเล่น ก่อนจะสั่งพักการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อน รอเดือนมี.ค. ถึงจะประชุมรัฐสภาเขย่าขวัญเรื่องนี้ใหม่ รอผนึกกำลังพรรคร่วม 102 เสียงให้เป็นเอกภาพก่อน เพราะช่วงดังกล่าวเป็นจังหวะกดดันได้ดีที่สุด
โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่วางคิวไว้เดือนมี.ค. ซึ่งภูมิใจไทยอาจใช้เป็น
“ตัวประกัน” แลกกับการแก้ระบบเลือกตั้งเพื่อความแข็งแกร่งของพรรคร่วม






