posttoday
ศก.ฟื้นแล้ว แต่รัฐต้องกระตุ้นต่อไป

ศก.ฟื้นแล้ว แต่รัฐต้องกระตุ้นต่อไป

15 กุมภาพันธ์ 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

แม้ขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลายฝ่ายเชื่อว่าเริ่มหายจากอาการป่วย เข้าสู่การฟื้นตัวอย่างแท้จริง

สัญญาณจากภาคธุรกิจที่สำคัญกลับมาทำงาน เช่น ภาคส่งออก และกำลังการผลิตที่ดีขึ้น

ขณะเดียวกันนั้นก็มีข้อทักท้วงว่า เศรษฐกิจยังไม่แข็งแรง ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง มีการใช้มาตรการการเงินการคลังอย่างเหมาะสม หรือการหยุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงนี้ทันทีอาจเป็นอันตราย

ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ความสมดุลทางนโยบายอยู่ตรงไหนในยามที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว และปัจจัยเสี่ยงคืออะไร

บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว จึงต้องดูความต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น แต่ค่าเฉลี่ยทั้งปีน่าจะยังอยู่ในกรอบ 0.53.0% จึงจำเป็นต้องหาความสมดุล นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง จะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพียงแต่การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมีความจำเป็นน้อยลง และหันไปรักษาวินัยทางการคลังเป็นสำคัญ

แต่หากนำผลสำรวจของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่สำรวจประชาชน นักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ จะมองเห็นภาพของข้อห่วงใยที่รัฐบาลควรพิเคราะห์ก่อนที่จะจัดสินใจดำเนินนโยบาย

ความเห็นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2553 เปรียบเทียบกับปี 2552 พบว่าจำนวน 84.9% เห็นว่าเศรษฐกิจโลกปี 2553 จะดีกว่าปี 2552 โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.4%

มีเพียง 1.5% เห็นว่าเศรษฐกิจโลกปี 2553 จะแย่กว่าปี 2552

เมื่อถามถึงความเห็นต่อประเด็นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 เปรียบเทียบกับปี 2552 พบว่า 81.8% เห็นว่าเศรษฐกิจไทยปี 2553 จะดีกว่าปี 2552 โดยคาดว่าจะขยายตัว 3%

อีก 7.6% เห็นว่าเศรษฐกิจไทยปี 2553 จะแย่กว่าปี 2552 ที่เหลือ 10.6% ไม่มีความเห็น

เมื่อถามถึงความเห็นต่อประเด็นการขยายตัวของการส่งออกในปี 2553 เปรียบเทียบกับปี 2552 จำนวน 71.2% เห็นว่าการส่งออกจะขยายตัว 9.6% มีเพียง 10.6% เห็นว่าการส่งออกจะขยายตัวติดลบ อีก 18.2% ไม่มีความเห็น

ครั้นสอบถามถึงความเห็นต่ออัตราเงินเฟ้อในปี 2553 พบว่า 81.8% เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวเป็นบวกได้ในระดับ 2.4%

จำนวน 7.6% เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงติดลบ อีก 10.6% ไม่มีความเห็น

ครั้นถามผู้ประกอบการถึงความเห็นต่อประเด็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2553 พบว่าจำนวน 66.7% เห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จาก 1.25% เป็น 2.0% ภายในสิ้นปี 2553 นี้แน่ แต่จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในไตรมาส 3

อีก 21.2% เห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25%

ที่เหลืออีก 12.1% ไม่มีความเห็น

ส่วนความเห็นต่อปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบกับภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2553 พบว่าอันดับ 1 (32.6%) ความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก (เช่น ภาวะฟองสบู่ในหลายประเทศ และการเลื่อนการชำระหนี้ของดูไบเวิลด์)

อันดับ 2 (29%) ปัญหาการเมืองและการชุมนุมประท้วง อันดับ 3 (12.6%) ราคาน้ำมันที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น

อันดับ 4 (12.4%) ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น กรณีมาบตาพุด และแหลมฉบัง) อันดับ 5 (5.8%) ค่าเงินบาทที่คาดว่าจะแข็งค่า

อันดับ 6 (3.8%) ปัญหาหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

อันดับ 7 (2%) ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน อันดับ 8 (1.8%) การเปิดเสรีของกลุ่มการค้าอาเซียน

ครั้นสำรวจความเห็นต่อประเด็น หากไทยดำเนินนโยบายเงินบาทอ่อนค่า (ตามคำเรียกร้องของภาคเอกชน) เพื่อไม่ให้สินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน พบว่า 27.9% เห็นด้วย หากไทยจะดำเนินนโยบายเงินบาทอ่อนค่า เพราะเศรษฐกิจของไทยมีการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะช่วยให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัว เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดการนำเข้า โดยเฉพาะน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์จะเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่ก็เป็นการเห็นด้วยในลักษณะที่มีเงื่อนไข กล่าวคือ มาตรการเงินบาทอ่อนควรเป็นมาตรการระยะสั้น และต้องเป็นมาตรการที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินของประเทศคู่แข่ง และควรดำเนินการไปพร้อมๆ กับนโยบายการเพิ่มขีดความสามารถอื่นๆ

อีกจำนวน 63.9% ไม่เห็นด้วย หากไทยจะดำเนินนโยบายเงินบาทอ่อนค่า เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเงินเหรียญสหรัฐจะมีทิศทางที่อ่อนค่า อันจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า

การแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อให้อ่อนค่า นอกจากเป็นการฝืนกลไกตลาดแล้ว ยังมีต้นทุนในการแทรกแซงที่สูง เสี่ยงต่อการสูญเสียทุนสำรองโดยเปล่าประโยชน์

ดังนั้น การดูแลให้ค่าเงินมีเสถียรภาพจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า การใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อนแม้จะช่วยให้การส่งออกดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันราคาสินค้านำเข้าก็จะสูงขึ้นด้วย

อีกทั้งนโยบายค่าเงินบาทอ่อนไม่ใช่คำตอบของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่เป็นเพียงการอุดหนุนการส่งออก

ดังนั้น ผู้ผลิตควรให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงมากว่า

สำหรับคำถามถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุด ในสายตานักเศรษฐศาสตร์ อันดับ 1 (28.3%) คือ โครงการลดค่าครองชีพ เช่น รถเมล์ฟรี รถไฟชั้น 3 ฟรี ค่าไฟฟ้าฟรีค่าน้ำฟรี

อันดับ 2 (26.7%) คือ โครงการเรียนฟรี15 ปี อันดับ 3 (16.7%) คือ โครงการประกันราคาพืชผลการเกษตร

ขณะที่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยอดแย่ที่สุด ในสายตานักเศรษฐศาสตร์ อันดับ 1 (45.8%) คือ โครงการเช่ารถเมล์ NGV 4,000 คัน

อันดับ 2 (18.6%) คือ โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ อันดับ 3 (11.9%) คือ โครงการเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท

ข้อเสนอแนะของนักเศรษฐศาสตร์ต่อรัฐบาลในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจปี 2553 นั้น นักเศรษฐศาสตร์เห็นว่าการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจปี 2553 ควรเน้นนโยบายใน 2 ลักษณะควบคู่กันไป กล่าวคือ

การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการกระตุ้นและส่งเสริมให้เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลงทุนต่อจากรัฐบาล ซึ่งจะเห็นผลก็ต่อเมื่อภาครัฐสามารถแก้ปัญหามาบตาพุดโดยเร่งด่วน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน (แต่ต้องสอดคล้องกับแนวทาง Green Economy ที่ชุมชนและตลาดต่างประเทศต้องการ)

นอกจากนี้ ก็ควรเร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองให้เร็วที่สุด เพราะปัจจุบันปัญหาทางการเมืองจัดเป็นปัจจัยหลักที่กำลังกัดกร่อนความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย

ภาครัฐต้องดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในปี 2553 โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพของการดำเนินโครงการต่างๆ เป็นสำคัญ

และต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส ลดการคอร์รัปชัน รวมทั้งต้องดำเนินนโยบายอยู่บนพื้นฐานของวินัยทางการคลัง

นักเศรษฐศาสตร์ต่างเสนอให้รัฐเน้นไปที่โครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสาธารณะ โลจิสติกส์ การเกษตร และการส่งออก เป็นสำคัญ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท