posttoday
ฝากความหวังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไว้กับผู้บริโภคเอเซีย

ฝากความหวังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไว้กับผู้บริโภคเอเซีย

15 กุมภาพันธ์ 2553

 

...ผศ.ดร.สันติ ชัยศีรสาสดิ์สุข

การพยากรณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้โดยหน่วยงานระหว่างประเทศที่ได้รับความเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็น IMF หรือธนาคารโลก ต่างออกมาในทิศทางเดียวกัน คือ เศรษฐกิจน่าจะมีการขยายตัวได้มากกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจในแถบภูมิภาคเอเชียจะมีการฟื้นตัว หรือมีการขยายตัวได้มากกว่าเศรษฐกิจสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทย (ASEAN5) ถูกมองว่าจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 4.7 ในปี 2010 โดย IMF ผลการคาดการณ์ดังกล่าวฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจกับเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้อยู่ไม่น้อย ที่จะเป็นกลจักรสำคัญในการผลักดันกระบวนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง เหตุผลหลักที่ทำให้มีการคาดการณ์ในลักษณะนี้เพราะเชื่อกันว่าประเทศในภูมิภาคนี้จะสามารถปรับเพิ่มการบริโภคในระบบเศรษฐกิจของตนเพื่อทดแทนการขาดหายไปของกำลังการบริโภคของเศรษฐกิจสหรัฐ และประเทศในยุโรปที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เท่ากับว่าการเดิมพันสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในคราวนี้คงจะต้องอาศัยบทบาทของผู้บริโภคเอเชียเป็นตัวตั้ง

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะลองพิจารณาถึงโอกาสในการขยายตัวของภาคการบริโภคในระบบเศรษฐกิจต่างๆ ในเอเชียตามที่คาดหวังว่าอยากจะให้เกิดขึ้น โดยดูจากสัดส่วนการบริโภคต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ก็จะพบว่าประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือประเทศไทย ต่างมีสัดส่วนการบริโภคต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมเกินกว่า 50% ทั้งสิ้น จะมีก็เพียงสิงคโปร์และจีนเท่านั้นที่มีสัดส่วนของการบริโภคต่ำกว่า 50% คิดเป็น 41% และ 37.3% ตามลำดับ เปรียบเทียบกับสัดส่วนการบริโภคของญี่ปุ่นและสหรัฐที่สูงถึง 62.8% และ 69.9% ตามลำดับ ในปี 2008 ทำให้สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่จีนที่จะเป็นความหวัง โดยหวังว่าจีนจะสามารถขยายการบริโภคภายในประเทศเพื่อทดแทนการลดลงของอุปสงค์โลกจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่การปรับเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการบริโภคนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไร จนทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในคราวนี้ และหลายท่านยังเชื่อว่ายังอาจจะมีความจำเป็นในบางประเทศที่รัฐยังคงต้องกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคด้วยนโยบายต่างๆ (ส่วนใหญ่เป็นนโยบายการคลัง) เป็นรอบที่สอง ในขณะที่หลายประเทศเริ่มจะคิดถึงการลด หรือยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ (Exit Strategy) กันแล้ว

การปรับเพิ่มขึ้นของการบริโภคจนเศรษฐกิจมีสัดส่วนของการบริโภคสูงขึ้นนั้น ไม่เพียงแต่ประชาชนในระบบเศรษฐกิจนั้นจะมีการบริโภคเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่การเพิ่มขึ้นยังต้องอยู่ในอัตราที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบอื่นในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติด้วย จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศที่มีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ พึ่งพาภาคเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก และส่วนใหญ่มักจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว (มีระดับรายได้สูง) จะเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการบริโภคภายในประเทศสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ (Emerging Country) ทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เศรษฐกิจจะพึ่งพาภาคการส่งออกมาก ในกรณีของจีน สัดส่วนการบริโภคและสัดส่วนการส่งออกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในปี 2008 จะใกล้เคียงกันที่ประมาณ 37% โดยโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ของจีนจะมีสัดส่วนการลงทุนสูงถึง 47.2% และถ้ามองย้อนหลังเพื่อดูวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคจะพบว่า ส่วนใหญ่การบริโภคเป็นพฤติกรรมในระบบเศรษฐกิจที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นการคาดหวังว่าจะให้มีการเพิ่มขึ้นของการบริโภคในปริมาณมากกว่าคงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก และผมก็เชื่อว่าเราไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบนั้นในระบบเศรษฐกิจใดในโลก เพราะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องอาศัยการกระตุ้นโดยเฉพาะจากภาครัฐให้ประชาชนมีการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อการยึดติดกับการบริโภคในระดับที่สูงกว่าระดับรายได้ที่แท้จริงที่เกิดขึ้นจากมาตรการสนับสนุนการบริโภคในระยะสั้น

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การบริโภคที่มากและรวดเร็วเกินไปอาจทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Stagflation ขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการพึ่งพาภาคการส่งออกในสัดส่วนที่สูงมาก และได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการหดตัวของอุปสงค์โลก ปริมาณการค้าที่หดตัวลงอย่างมากในปี 2009 เป็นสาเหตุหลักของการหดตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นเพื่อให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (ภายหลังจากการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการสนับสนุนการบริโภคในระยะสั้นแล้ว) เราก็คาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะมีสัดส่วนของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภค ซึ่งดูเหมือนจะเป็นองค์ประกอบเดียวในขณะนี้ที่จะสามารถขยับเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญเพื่อลดการพึ่งพาภาคการส่งออกในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ข้อมูลการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าเป็นเครื่องยืนยันถึงการขยายตัวของการบริโภคในระบบเศรษฐกิจไทย

ประเด็นที่ผมอยากให้ร่วมกันพิจารณาคือ เราจำเป็นต้องมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างที่มีการพยากรณ์หรือไม่? จำเป็นต้องมีการลดความสำคัญของภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศลงและให้มีสัดส่วนของเศรษฐกิจภายในประเทศหรือไม่?

และเมื่อรัฐจะต้องลดบทบาทลงเมื่อเศรษฐกิจปรับเข้าสู่สภาวการณ์ปกติ องค์ประกอบใดของระบบเศรษฐกิจจะเป็นตัวรองรับเพื่อให้เกิดความสมดุล และไม่ทำให้เศรษฐกิจเกิดการชะงักงัน จริงอยู่การบริโภคที่เพิ่มขึ้นจะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

แต่การบริโภคที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างรายได้ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงได้เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท