posttoday
GDP กบฏแบ่งแยกดินแดนพันธุ์ใหม่

GDP กบฏแบ่งแยกดินแดนพันธุ์ใหม่

15 กุมภาพันธ์ 2553

...ดร.สุมิท แช่มประสิทธื

หลังจากมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ในปี 2493 และมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกในปีพ.ศ. 2504 ประเทศไทยก็เร่งรัดการพัฒนาประเทศโดยใช้ตัวชี้วัดจากอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product) หรือเรียกสั้นๆว่า GDP เพื่อให้สามารถเทียบเคียงกับนานาประเทศด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน การเดินตามฝรั่งตะวันตกโดยไม่ประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี เป็นการชี้นำประเทศไปสู่ความแตกต่างระหว่างความเป็นคนเมืองกับคนชนบท ระหว่างคำว่าเจริญกับคำว่าล้าหลัง และระหว่างคำว่ารวยกับจนอย่างชัดเจน เป็นความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่ขยายลุกลามจากปัญหาเศรษฐกิจไปเป็นปัญหาสังคมและการเมือง เป็นหนึ่งประเทศ 2 ชนชั้นอย่างชัดเจนในทุกมิติ

การคำนวณค่า GDP ที่มีฐานจากตัวเลข 4 กลุ่ม หรือที่ชอบเปรียบว่า 4 เครื่องยนต์ คือ 1.รายจ่ายเพื่อบริโภค (Consumption) 2.รายจ่ายเพื่อการลงทุน (Investment) 3.รายจ่ายของรัฐบาล (Government Spending) และ 4.รายจ่ายสุทธิของต่างประเทศที่ซื้อสินค้าผลิตในประเทศ (Net Export)

การที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยผลัดกันลงแข่งขันด้วยเส้นชัย คือ ทำให้ GDP เติบโตสูงๆ เร็วๆ โดยไม่ได้เฉลียวใจว่า แท้ที่จริงแล้วการวัดตัวเลขเป้าหมายทั้งประเทศแต่ไม่ได้วัดจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มีคนไทยไม่ถึง 20% ที่สร้าง GDP กว่า 80% ให้กับประเทศด้วยระบบวัดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยแสดงผ่านรูปสามเหลี่ยมที่ซ้อนกัน มีประชากรส่วนน้อยไม่ถึง 20% ของฐานประชากรส่วนบนที่ครองสัดส่วน GDP กว่า 80% ของประเทศ

ฉะนั้น จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เมื่อระบบวัดผลอยู่ที่คนส่วนน้อย ผลประโยชน์แห่งนโยบายทุกด้านจึงตกอยู่ที่คนส่วนน้อยที่อยู่ในระบบวัดผล อยู่ในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ อยู่ในเมือง นโยบายการลงทุนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งงบประมาณประจำปีหรืองบเพิ่มเติม เช่น งบไทยเข้มแข็ง ล้วนเน้นให้เพิ่ม GDP ที่ผลประโยชน์ไม่ตกถึงคนส่วนใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์และทรัพยากรทุกอย่างถูกเร่งดึงดูดเข้าเมือง เข้าส่วนกลาง เพื่อช่วยเร่งสร้าง GDP ทั้งวัตถุดิบ แร่ธาตุ ป่าไม้ ระบบการศึกษาก็เร่งผลิตทรัพยากรคนเข้ารับใช้ระบบที่วัด GDP ได้เป็นหลัก

บริบทดั้งเดิมของสังคมไทยมีวิถีชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในระบบที่วัด GDP ได้ เราเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันด้วยอาหารการกิน และด้วยการบริการช่วยเหลือกัน ไม่ใช่สังคมเงินตรา เป็นสังคม In Kind ไม่ใช่ In Cash กิจกรรมต่างๆ ในอดีต เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าว สร้างบ้าน สร้างวัด ไม่มีตัวเลขที่วัด GDP การหาปลา ล่าสัตว์ แล้วมาแบ่งปันโดยไม่มีการซื้อขาย การทำแกงหม้อใหญ่แล้วตักแบ่งกันไปหลายบ้าน การจัดงานทำบุญ งานวัด งานประเพณี ล้วนเป็นวิถีชีวิตที่วัด GDP ไม่ได้

แม้เมื่อสังคมที่ชอบใช้คำว่าเจริญขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่าที่จริงเจริญลงหรือเปล่า ผู้คนต้องใช้การซื้อขายมากกว่าการแลกเปลี่ยน คนไทยส่วนใหญ่ก็นิยมซื้อของจากตลาดสด จากร้านชำข้างบ้าน รับประทานอาหารจากร้านก๋วยเตี๋ยว จากร้านข้าวแกง ซึ่งไม่อาจวัด GDP ได้โดยตรง

GDP ในปัจจุบันกลายเป็นสมมติที่กระทบไม่ได้ ต้องทะนุถนอม เลี้ยงดูอุ้มชู ให้เติบโตตลอดเวลา โดยไม่ได้ดูมูลค่าสุทธิถึงสิ่งที่ต้องสูญเสียไปเพื่อให้ได้ GDP มาว่าทรัพยากรถูกทำลายไปเท่าไร? ถ้าต้องแก้ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมใช้เงินเท่าไร? จุดแข็งค่านิยมและรากฐานทางวัฒนธรรมยังฟื้นฟูได้หรือไม่?

การที่นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายชอบให้ข้อมูลที่ผิดว่ามูลค่าการส่งออกมีความสำคัญคิดเป็น 70% ของ GDP นั้น ก็เป็นการชี้นำที่ผิดอยู่แล้ว เพราะไม่ได้เป็นตัวเลขสุทธิ (Net) ที่ต้องลบการนำเข้า ถ้าหากลบการนำเข้าที่เป็นเฉพาะต้นทุนที่วัดได้แล้วก็เหลือน้อยกว่า 20% ของ GDP เท่านั้น จึงเป็นคำถามที่น่าจะช่วยกันหาคำตอบว่า 20% ที่ได้มาจะคุ้มค่ากับความสูญเสียที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่

ในแผนพัฒนาฉบับหลังๆ และรัฐบาลพยายามน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นนโยบาย แต่หากยังคงปล่อยให้เจ้ากบฏ GDP ยังคงอาละวาดแทรกซึมแบ่งแยกคนไทยให้ต่างกันมากขึ้นตลอดเวลา ก็คงเป็นนโยบายที่เป็นได้เพียงวาทกรรมให้ขีดเขียนท่องบ่นไปวันๆ หาความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมได้ยาก หากยังคงปล่อยให้หนึ่งอิ่มของการทำอาหารรับประทานเองจากข้าวในนา จากปลาในบ่อ จากไข่ในเล้า จากผัก พริก ข่า ตะไคร้ และน้ำมันพืชที่ปลูกและผลิตเอง โดยใช้แก๊สที่หมักจากมูลสัตว์เลี้ยงให้มีค่าเป็นศูนย์ในระบบวัด GDP เทียบกับหนึ่งอิ่มมูลค่า 300 บาท

เมื่อไปซื้อทุกอย่างที่เหมือนกันจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาปรุงที่บ้านและหนึ่งอิ่มมูลค่า 1,000 บาท เมื่อไปรับประทานเหมือนกันทุกอย่างในร้านอาหาร เพราะหลักการพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงที่ต้องทำให้เกิดความพอโดยการพึ่งตนเอง และการพึ่งกันเองก่อนเป็นเบื้องต้นนั้นวัดค่า GDP ไม่ได้ ระบบวัด GDP จึงเป็นอุปสรรคสำคัญหากจะสร้างความพอเพียงตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ดังนั้น ก่อนอื่นต้องปราบกบฏ GDP ให้ได้เสียก่อน การปราบที่ดีที่สุดไม่ใช่การฆ่าทำลายให้ตายโดยการเลิกใช้ไปเลย เพราะจะอยู่ร่วมกับประเทศอื่นลำบาก แต่สามารถปรับใช้ให้เหมาะสมได้ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงบอกแล้วว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา เราต้องอยู่กับสังคมโลกได้ด้วย แต่เราต้องทำให้กบฏ GDP เชื่องและอยู่ร่วมกันได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของวิถีไทยให้ได้ โดยการปรับวิธีการวัดค่า GDP ให้ครอบคลุมการบริโภค การลงทุนทั้งแรงงานและการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น

หากทำให้ทุกอย่างต้องการพึ่งกันเองและพึ่งกันเองในชุมชนวัดค่าได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างการบริโภคและกิจกรรมที่พึ่งตนเองและพึ่งกันเองที่กล่าวในตอนต้น หรือการลงทุนด้านต่างๆ เช่น การสร้างฝาย คูคลอง หนองบึง การปลูกป่า ปลูกต้นไม้สาธารณะ จนถึงการผลิตพลังงานใช้เอง จะเป็นการลดแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านการใช้เงินที่อยู่ในระบบของคนส่วนน้อยในสังคมที่วัดผลได้ ช่วยลดการกระจุกตัวของการวัดความเจริญที่ผิดๆ เกิดการกระจายตัวของการพัฒนาเป็นจุดเริ่มต้นเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง

ทำให้ประเทศหลุดออกจากสภาวะ รวยกระจุก ทุกข์กระจาย ไปสู่สภาวะรวยไม่กระจุก แต่สุขกระจาย!!! อย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท