
เปิดแฟ้มคดีฆ่านักอนุรักษ์ ‘ทองนาค’
ตำรวจใช้เวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์หลังเกิดเหตุยิงโหด ทองนาค เสวกจินดา...
ตำรวจใช้เวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์หลังเกิดเหตุยิงโหด ทองนาค เสวกจินดา...
โดย...วัสยศ งามขำ
ตำรวจใช้เวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์หลังเกิดเหตุยิงโหด ทองนาค เสวกจินดา นักอนุรักษ์ต่อต้านการขนส่งถ่านหินในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ก็สามารถจับคนร้ายได้ นับเป็นอีกคดีหนึ่งที่ตำรวจใช้สารพัดสรรสิ่งในการเชื่อมโยงจนรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ผู้ที่บงการฆ่าไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “เพื่อนสนิท” ในอดีตของผู้ตายที่พักอาศัยอยู่คนละฝั่งตรงข้ามถนน
คดีนี้ แม้ผู้บงการฆ่าจะปฏิเสธ แต่ตำรวจเชื่อว่า หลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ ไม่สามารถทำให้ก๊วนฆ่าที่ถูกจับได้ทั้ง 7 คน หลุดลอดมุ้งสายบัวไปได้
หลายคนแทบไม่เชื่อว่าการลุกขึ้นมาเป็นแกนนำในการต่อต้านการขนส่งถ่านหินใน จ.สมุทรสาคร ของ ทองนาค นักอนุรักษ์วัย 47 ปี จะกลายมาเป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้ตัวเขาต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถด้วยคมกระสุนของมือปืนลึกลับ
เขาถูกยิงเมื่อวันที่ 28 ก.ค. คาร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านตัวเองใน ต.ท่าทราย อ.เมืองสมุทรสาคร หลังเลือดของเขานองพื้น ตำรวจใหญ่น้อยในพื้นที่นั่งไม่ติดเก้าอี้ แม้ว่าจะมีการเฝ้าระวังมาก่อนหน้านี้ การตายอย่างฉุกละหุกของ ทองนาค ทำให้นักสืบเคลื่อนทัพลงมาเต็มพื้นที่ ภายใต้การจัดการของแม่ทัพอย่าง พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 และ พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผบช.ภ.7
พ.ต.อ.ชัยชาญ ปุระธนานนท์ ผู้กำกับการ กองกำกับการสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัดสมุทรสาคร ถูกวางตัวให้เป็นชุดหลักในการสืบสวน ท่ามกลางความมืดมิดของข้อมูล ที่ยากที่สุดการหาหลักฐานเพื่อเชื่อโยงสมมติฐาน เขาเริ่มจากการหาข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในบริเวณจุดเกิดเหตุและเส้นทางต่างๆ ที่เชื่อว่าเป็นช่องทางหลบหนี โดยเรียกใช้นักสืบมือใหม่ที่ช่ำชองด้านไอทีอย่าง พ.ต.ต.พีระ อัศวพิบูลย์ผล สว.กก.สส.ภ.จ.สมุทรสาคร ให้รับผิดชอบหาดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีอยู่แทบทุกดวงในเขตเมืองสมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง
ไม่ถึง 24 ชม. ข่าวดีก็ปรากฏกับชุดสืบสวน นักสืบหน้าใหม่ก็รายงานให้ ผู้กำกับฯ ชัยชาญ รู้ว่ามีกล้องวงจรปิดที่สามารถจับภาพรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยได้ อย่างน้อยที่สุด 3 กล้องด้วยกัน
ทีมสืบสวนจึงตัดสินใจแกะรอยหาที่มาที่ไปของรถจักรยานยนต์ที่กล้องจับได้ เป็นรถยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นมีโอ 125 GTX และเป็นรุ่นพิเศษที่ใส่ล้อแม็ก ซึ่งมีราคาสูงในท้องตลาด ซึ่งในพื้นที่เมืองสมุทรสาคร และอำเภอใกล้เคียงมีอยู่ 128 คันเท่านั้น
ในกล้องวงจรปิดยังจับภาพรถ มิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน สีดำแต่งโหลดใส่ล้อแม็กสีทอง ติดสติกเกอร์ “เด็กวัด” อยู่หลังรถ หลังเกิดเหตุรถทั้งสองคันมุ่งหน้าเข้าไปยังเส้นทางลัดสู่ อ.บ้านแพ้ว เส้นทางเปลี่ยวที่น้อยคนนักจะรู้ หากไม่ใช่คนท้องถิ่น
ชุดสืบสวนเริ่มมีความหวังมากยิ่งขึ้น ผู้กำกับฯ ชัยชาญ สั่งหาเบาะแสเกี่ยวกับข้อความ “เด็กวัด” บนรถกระบะต้องสงสัย ไม่นานนักก็รู้ว่าเป็นสติกเกอร์ของแก๊งแข่งรถที่นิยมแข่งกันใน “สนามแข่งรถเทพนคร” ริมถนนพระราม 2 โดยมี นายนิพนธ์ ยันตะละพะ อายุ 34 ปี เป็นหัวหน้ากลุ่ม “เด็กวัด” และจากการตรวจสอบพบว่า ในกลุ่มนี้มีรถไทรทันอยู่ราว 4-5 คัน และมีอยู่ 2 คัน ที่มีสีดำเหมือนกับรถต้องสงสัยตรงกับรถในกล้องมากที่สุด
การโฟกัสไปที่ตัว นิพนธ์ จึงเริ่มขึ้น จากการตรวจสอบประวัติอาชญากร ในที่สุดชุดสืบสวนก็เชื่อว่าเดินมาถูกทาง เพราะนิพนธ์มีคดีพยายามฆ่าที่เขาสู้คดีจนหลุดมาเป็นอิสระ ถึงตอนนี้ชุดสืบสวนต้องหาหลักฐานเพิ่ม เพื่อป้องกันการจับผิดตัวและให้ศาลเชื่อว่าเขาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ จนในที่สุดชุดสืบสวนก็พบว่าไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุ นิพนธ์ มาดูลาดเลาอย่างมีพิรุธหลายครั้งในจุดที่มือปืนลงมือ และนั่นก็เป็นหลักฐานเพียงพอ ศาลจึงอนุมัติหมายจับกุมทันที
หลัง ทองนาค ตายเพียง 3 วัน ศาลจึงออกหมายจับ นิพนธ์ ชุดสืบสวนก็ได้รับแจ้งจากสายลับว่า พบเห็นรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยขับวนเวียนอยู่บริเวณหน้าวัดชัยมงคล เขตรอยต่อระหว่าง อ.บางโทรัด กับ อ.บ้านแพ้ว ทั้งที่ชายคนที่ขับรถไม่เคยขับรถรุ่นนี้มาก่อน ในที่สุดคืนวันที่ 31 ส.ค. ตำรวจจึงรวบตัว นายจักรพงศ์ ขวัญพันธุ์งาม อายุ 22 ปี พร้อมด้วยจักรยานยนต์ดังกล่าวมาสอบสวน ขณะที่ชุดสืบสวนก็รวบตัว นิพนธ์ ได้ในตัวเมืองสมุทรสาคร
การสอบปากคำ นิพนธ์ เรียกได้ว่าเป็นงานหินเพราะปิดปากเงียบตามสไตล์โจรเก๋าที่เคยต้องคดีมาก่อน แต่การสอบสวน จักรพงศ์ กลับเป็นประโยชน์จนข้อมูลไหลเป็นน้ำ นั่นทำให้รู้ผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด
ผู้กำกับฯ ชัยชาญ บอกว่า ผู้ว่าจ้างมีความพยายามจ้างมือปืนมาแล้วหลายชุด แต่ไม่มีใครรับงาน เพราะว่านายทองนาคเป็นคนมีชื่อเสียง แต่ผู้ว่าจ้างเคยเป็นเพื่อนกับนายทองนาคมาก่อนในอดีต ก็เร่งและพยายามที่จะจบชีวิตของ นายทองนาค จึงเพิ่มเงินว่าจ้างจาก 2.5 แสนเป็น 3 แสนบาท แต่ผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ไปว่าจ้างมือปืนหน้าใหม่ให้มารับงานจ่ายค่าจ้างเพียง 40,000 บาท โดยโกหกว่าคนตายเป็นคนขายก๋วยเตี๋ยวธรรมดาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มนักอนุรักษ์อีกเป็นจำนวนมากที่เคลื่อนไหวต่อสู้อยู่ในหลายพื้นที่ การเคลื่อนไหวที่ไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพลก็ต้องระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นจะมีจุดจบไม่พ้นนักอนุรักษ์รายอื่นๆ ที่ลาโลกอย่างไม่มีวันกลับ







