
ปชป.ยังฟื้นยาก!
เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการกับ 19 กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ ภายใต้การนำของคู่หูดูโอ
เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการกับ 19 กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ ภายใต้การนำของคู่หูดูโอ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการกับ 19 กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ ภายใต้การนำของคู่หูดูโอ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ“เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ที่ประกาศเร่งลุยงานฝ่ายค้านสร้างสรรค์ รวมไปถึงงานหนักจากนี้กับการ “ยกเครื่อง” ครั้งใหญ่เพื่อลงสนามครั้งหน้า
ทว่า ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนักเมื่อปัญหา “เอกภาพ” ภายในยังไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร???
ความพ่ายแพ้แบบยับเยินจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา นำมาสู่การ “ล้างไพ่” เขย่าขั้วอำนาจในประชาธิปัตย์กันใหม่ จนเป็นที่จับจ้องว่าอาจลุกลามนำมาสู่ความแตกแยกบานปลาย โดยเฉพาะตำแหน่งแม่บ้านพรรคคนใหม่ ที่ต้องเร่งสร้างการยอมรับทั้งภายในและภายนอกพรรค
เมื่อผลคะแนนเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรควันเสาร์ที่ผ่านมา “เฉลิมชัย” ได้เสียงสนับสนุนเพียง 72.89% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 328 คน ทิ้งห่างจากคะแนนในตำแหน่งอื่นๆ ทั้ง อภิสิทธิ์ อภิรักษ์ โกษะโยธิน จุติ ไกรฤกษ์ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ที่ได้คะแนนเกิน 90% ทุกคน
คะแนนเกือบ 30% ที่ “โหวตโน” รอบนี้ ตอกย้ำกระแสข่าวเรื่องการ “งัดข้อ” ระหว่างสาย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแม่บ้านพรรค ที่ผูกขนาดอำนาจมาต่อเนื่อง กับกลุ่ม “ยังเติร์ก” ที่ต้องการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงภายในพรรค และขับเคี่ยวเดินเกมหาเสียงสนับสนุนกันจนฝุ่นตลบ
แต่หลังจาก “อภิรักษ์” สะดุดขาตัวเองด้วยคดีรถเรือดับเพลิง ความพยายามสืบทอดอำนาจของ “สุเทพ” ผ่านการส่งไม้ต่อให้คนสนิทขึ้นมาทำหน้าที่จึงต้องยุติไปในที่สุด แม้จะพยายามปั้น “จุติไกรฤกษ์” ขึ้นมาขัดตาทัพ แต่ดูทิศทางลมแล้วคงไปไม่ถึงจุดหมาย สุดท้ายต้องไปจบที่รองนายกฯ โควตาวีไอพี
งานนี้ทำได้ดีที่สุดแค่การปลุกกระแส “โหวตโน” ไม่เอา “เฉลิมชัย” โดยเฉพาะ สส.ภาคใต้ ปีก“สุเทพ” ที่ต้องการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย แต่ไม่อาจขวางเสียงจากที่ประชุมใหญ่ รวมถึงการตัดสินในของ “อภิสิทธิ์” ที่เลือก “เฉลิมชัย” มาทำหน้าที่
ถึงกระนั้นกลุ่มก้อนฝั่ง “สุเทพ” ก็ใช่ว่าจะถูกสลายไปในกรรมการบริหารชุดนี้ เมื่อยังเบียดเข้ามาในตำแหน่งสำคัญๆ ทั้ง รองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ ที่เดิมวางไว้ให้ “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” คนสนิท “อภิสิทธิ์” แต่ “ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู” คนสนิท “สุเทพ” เบียดเข้ามาชิงเก้าอี้ในโค้งสุดท้าย
ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคภาคอีสาน ก็ยังเป็นของ “อิสสระ สมชัย” รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ก็เป็นของ “ถาวร เสนเนียม” กลุ่มก๊วนจากฝั่งของ “สุเทพ” ซึ่งสูญสลายหายไปจากกรรมการบริหารพรรคชุดนี้
ลำพังแค่การจับมือแสดงความยินดีระหว่าง “สุเทพเฉลิมชัย” เลขาธิการเก่า เลขาธิการใหม่ หลังผลคะแนนออกมา ดูจะไม่ช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่า กระบวนการเขย่าขั้วอำนาจภายในพรรคจะจบลงแค่นี้ เมื่อแนวทางการทำงานของทั้งคู่ดูจะไปคนละทิศละทางมาตลอด
หรือคำยืนยันว่า “ทุกอย่างจบวันเลือกกรรมการบริหารพรรค” จาก “สุเทพ” พร้อมปฏิเสธ ว่าในพรรคไม่มีกลุ่มก๊วน ไม่เคยสั่งการใครไปขัดขวางเลือกผู้บริหารพรรคชุดใหม่ ใครชอบใครก็ให้เลือกไปอย่างเสรี ก็ยังไม่อาจสร้างความมั่นใจให้กับลูกพรรคได้สนิทใจว่า รอยร้าวทุกอย่างจะจบไป
ปัญหานี้ทำให้ “อภิสิทธิ์” ต้องออกมาสร้างความมั่นใจเอกภาพภายในพรรคจบลงแล้ว มีเพียงแค่การบ้านของ “เฉลิมชัย” เวลานี้ คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกภายในพรรค ในส่วนของคะแนนโนโหวตเกือบ 30%
พร้อมเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “อภิสิทธิ์” เลือก “เฉลิมชัย” เที่ยวนี้จึงไม่ใช่เรื่องต้องการปลดแอกจาก “สุเทพ” แต่เพราะต้องการขยายฐานพื้นที่ออกไปในภาคกลาง ซึ่งมีความสำคัญสำหรับการต่อสู้ทางการเมืองของพรรค
ที่สำคัญ คะแนนเสียงหลายเขตเลือกตั้งในภาคกลางพรรคก็แพ้เพียงเล็กน้อย และยังอยู่ในวิสัยที่สามารถพลิกกลับมาได้ ฉะนั้นการได้ “เฉลิมชัย” เป็นเลขาธิการพรรคจะสามารถดึงการมีส่วนร่วมของสมาชิกได้ เพราะที่ผ่านมาอาจรู้สึกว่ามีส่วนร่วมในการบริหารพรรคน้อยเกินไป
แน่นอนว่า “โจทย์ใหญ่” ที่ประชาธิปัตย์ต้องตีให้แตก นอกจากการขยายพื้นที่ในภาคกลางแล้ว “กลยุทธ์” และ “ยุทธศาสตร์” ที่กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะต้องขบคิดและเร่งเดินหน้าไปตามแนวทาง ก็ดูไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เมื่อต้องสู้กับคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทย ที่ยังรักษากระแสนิยมข้ามวิกฤตต่างๆ มาได้ต่อเนื่อง
ลำพังจะหวังพึ่ง “อภิสิทธิ์” ที่หวนกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ก็ดูจะไม่เพียงพอ เมื่อ“จุดขาย” เรื่องความเป็นคนรุ่นใหม่เริ่มหายไป แผลต่างๆ ในช่วงเป็นนายกฯ ทั้งการสลายการชุมนุม ยังเป็นเป้าให้ถูกโจมตีโดยเฉพาะในพื้นที่สีแดง
สไตล์การเมืองแบบลูกทุ่งของ “เฉลิมชัย” จึงอาจจะเป็นทางเลือกสำคัญในการอุดช่องโหว่ลบภาพความไม่ติดดินของ “อภิสิทธิ์” ลงได้บ้าง โดยเฉพาะกับการทำพื้นที่ของ “เฉลิมชัย” ที่วางรากฐานไว้เป็นต้นแบบอย่าง “ประจวบฯ โมเดล” ซึ่งหลายพื้นที่ต้องการจะนำไปใช้
แต่แค่พื้นที่ภาคกลางยังอาจไม่เพียงพอหากยังต้องการจะชนะการเลือกตั้ง เมื่อพื้นที่ “ภาคอีสาน” และ “ภาคเหนือ” ยังมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในภาพรวม
“สุเทพ” มองจากความพ่ายแพ้ครั้งที่ผ่านมาและเห็นว่าการจะชนะพรรคอื่นได้ จะต้องไม่สู้คนเดียว ต้องแสวงหามิตรและแนวร่วม และจะต้องทำงานหนักลงพื้นที่จัดตั้งมวลชนแสวงหาสมาชิก ความจริงที่ผ่านมามีการทำมาตลอด แต่บางคนทำได้ดีแข็งแรง แต่บางคนประมาท
“เรื่องใหญ่ที่เราต้องเร่งทำ คือ เรื่องมวลชน ในพื้นที่ภาคอีสานนั้น ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวคนที่เป็นรองหัวหน้าพรรค แต่อยู่ที่ทิศทางของพรรค”
อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ทำงานมวลชนกับคนระดับล่างน้อย ไม่เตรียมคนในพื้นที่จุดอ่อนของตัวเอง เช่น พื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน นอกจากนี้นโยบายดีแต่คนไม่ประทับใจ เมื่อเป็นรัฐบาลก็ขาดกลยุทธ์ในการบริหาร
“เมื่อการเมืองไทยได้เข้าสู่ระบบสองพรรคและมีลักษณะการต่อสู้ทางชนชั้นผ่านการเลือกตั้งมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ต้องให้ความสนใจกับคนชั้นล่างที่เป็นคนจนมากขึ้น ซึ่งความจริงแล้วพรรคเพื่อไทย พรรคของคุณทักษิณ ชินวัตร สร้างกระแสและเกิดความประทับใจกับคนจน ก็ทำให้ชนะเลือกตั้งได้”
อาจารย์สมบัติ มองว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์มองข้ามแนวร่วมทางการเมือง และคิดว่าพรรคมีความเก่งอยู่แล้ว คนที่มาอยู่ร่วมหรือมาช่วยพรรคก็มาช่วยกันหลวมๆ ไม่ได้ใจหรือประทับใจ จนทำให้แพ้เลือกตั้งในที่สุด
สิ่งที่สอดรับกับที่ “สุเทพ” อธิบายว่า จะต้องไม่สู้คนเดียว เพราะที่ผ่านมาสไตล์การทำงานของประชาธิปัตย์เป็นแบบไม่สนใจพวก ไม่แสวงหาพันธมิตรทางการเมืองอย่างแท้จริง เป็นจุดอ่อนที่ต้องมีการปฏิรูป เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน สร้างแนวร่วมจากสังคมในทุกระดับ ตรงนี้จึงอาจเป็นจุดอ่อนของ “เฉลิมชัย” ที่บารมีในการประสานกับกลุ่มอำนาจต่างๆ ในสังคมยังไม่แข็งแรงเพียงพอ จึงต้องเป็นงานหนักต่อไป
จุดแข็งของประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ยังเป็นสิ่งที่ต้องรักษาเอาไว้ควบคู่กับการทำงานด้านมวลชน
แน่นอนว่า เรื่องนี้ประชาธิปัตย์เปิดตัวกลไกการทำงานทำงานเหล่านี้แบบรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น “ครม.เงา” ที่เกาะติดการทำงานของรัฐบาลที่เตรียมชำแหละทุกนโยบาย ทุกโครงการของเพื่อไทย ตั้งแต่เริ่มแถลงนโยบาย
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่จะต้องเดินหน้าฟื้นฟูพรรคในเวลาอันรวดเร็ว







