posttoday
หมดยุคกระตุ้นเศรษฐกิจโลกมุ่งหน้าสู่ภาวะ'ซบ'

หมดยุคกระตุ้นเศรษฐกิจโลกมุ่งหน้าสู่ภาวะ'ซบ'

08 สิงหาคม 2554

วัดชีพจรเศรษฐกิจในวันนี้ ต้องบอกว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงที่เศรษฐกิจทั่วโลกจะเดินหน้าสู่ความซบเซาในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2554

วัดชีพจรเศรษฐกิจในวันนี้ ต้องบอกว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงที่เศรษฐกิจทั่วโลกจะเดินหน้าสู่ความซบเซาในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2554

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

วัดชีพจรเศรษฐกิจในวันนี้ ต้องบอกว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงที่เศรษฐกิจทั่วโลกจะเดินหน้าสู่ความซบเซาในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2554 นี้เรื่อยไปจนถึงปีหน้า และไม่อาจคาดเดาได้ว่าภาวะซบเซานั้นจะกินระยะทางนานเท่าใด

แน่นอนว่าในวันนี้เศรษฐกิจโลกกำลังประสบกับพายุเศรษฐกิจที่เรียกได้เต็มปากอีกครั้งว่าเป็น “เพอร์เฟกต์ สตรอม” หรือพายุอันสมบูรณ์แบบ ที่ปัจจัยเสี่ยงอันตรายกำลังรุมเร้ากันเข้ามาในทุกด้าน อย่างเต็มกำลัง

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในสหรัฐและยุโรป ตลอดจนการชะลอตัวของเศรษฐกิจและญี่ปุ่น เศรษฐกิจโลกกำลังเจอกับปัญหาเงินเฟ้อเข้ามาถาโถมไม่หยุด

จนถึงกับทำให้ธนาคารโลกต้องออกปากวิงวอนเอเชียเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขอร้องให้เอเชียอย่าเพิ่งด่วนใจร้อนหยุดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะจะยิ่งซ้ำเติมให้ความหวังของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหดตัวลงไปด้วย

หมดยุคกระตุ้นเศรษฐกิจโลกมุ่งหน้าสู่ภาวะ'ซบ'

แน่นอนว่าในวันนี้ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ ที่หนุนการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกมาตลอดนั้นกำลังสิ้นลายอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง ที่รัฐบาลสหรัฐจะต้องเดินหน้าลดการใช้จ่ายเพื่อลดปัญหาหนี้สาธารณะ สหรัฐพ่อบุญทุ่มไม่อาจจะควักเงินพิมพ์แบงก์ได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป

ว่ากันตามจริง กระแสเศรษฐกิจโลกเริ่มส่อแววถึงการชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจมาตั้งแต่เมื่อราวเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ในที่ประชุมของกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ จี20 ที่นครโทรอนโต ของแคนาดา โดย2 ประเด็นหลักที่ถกเถียงกันอย่างหนักก็คือ โลกจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปตามแนวทางแบบสหรัฐ หรือจะลดการกระตุ้นและกลับมาแก้ปัญหาหนี้ตามแนวทางที่ยุโรปกำลังเผชิญหน้า

ผลสรุปการประชุมคือ มติให้ลดปัญหาหนี้ลงในที่สุด

ยิ่งมาถึงในวันนี้เป็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น เมื่อหลายประเทศทั่วโลกจำเป็นต้องกลับมามองดูปัญหาหนี้ของตัวเองมากขึ้น และต้องหยุดการทุ่มเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพราะสมัครใจ แต่เป็นเพราะสถานการณ์บังคับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสหรัฐที่ข้อตกลงเพิ่มเพดานหนี้ไฟเขียวให้รัฐบาลกรุงวอชิงตันกู้เงินเพิ่มได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น ก็ต้องแลกมากับข้อตกลงที่รัฐบาลจะต้องลดค่าใช้จ่ายด้วย

คาดกันว่าข้อตกลงการลดค่าใช้จ่ายของสหรัฐให้ได้ 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ไป จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีสหรัฐในช่วงครึ่งหลังของปีนี้และต่อเนื่องไปยังปีหน้า อย่างน้อยการเติบโตก็น่าจะลดลงไปราว 1.5%

ส่วนสถานการณ์ในยุโรป การกระตุ้นเศรษฐกิจถือว่ากำลังกลายเป็นคำแสลงพอๆ กับคำว่า “หนี้” สำหรับสมาชิกกลุ่มประเทศยูโรโซน 17 ชาติที่ใช้เงินสกุลยูโร เนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะที่กำลังคุกคามเสถียรภาพเงินยูโรและภาคการเงินอย่างรุนแรงนั้น อาหารหนักมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะอัดยาไปแล้วหลายขนาน แต่ดูเหมือนว่ากลับจะลุกลาม

เริ่มจากกรีซที่ยังอาการยังทรงๆ ทรุดๆ ต่อเนื่องไปยังไอร์แลนด์ ลามไปยังโปรตุเกส ล่าสุด สเปนและอิตาลี ที่กำลังถูกจับจ้องอย่างหนักว่าจะเป็นคนไข้โคม่ารายต่อไป

โดยเฉพาะอิตาลี ที่ถือว่าเป็นชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของกลุ่มยูโรโซน กำลังก่อหนี้สาธารณะมากถึง 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นหนึ่งในชาติที่มีหนี้มากที่สุดในโลก

ไม่ต้องมองไปถึงการทุ่มเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ ลำพังแค่การจัดการปัญหาของตัวเองของแต่ละประเทศ ในวันนี้ก็ต้องบอกว่า ยุโรปถือว่า “เหนื่อย” ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจในเอเชีย ภูมิภาคที่ถูกฝากความหวังไว้มากที่สุด นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2551 ว่าจะเป็นภูมิภาคที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกนั้น ในที่สุด ณ นาทีนี้ก็ควรจะเลิกหวังได้แล้ว

11 มี.ค. 2554 ถือเป็นวันที่พลิกชะตาเศรษฐกิจญี่ปุ่นครั้งสำคัญ เมื่อเกิดวิกฤตภัยธรรมชาติครั้งรุนแรงจากแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ ที่ตามมาด้วยคลื่นยักษ์สึนามิ และตามมาด้วยวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ฝืดมาต่อเนื่องอยู่แล้ว ก็ยิ่งฝืดหนักและซบเซามากขึ้นอีกหลายเท่า

ภาคการผลิตและการส่งออกอันถือเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ประสบกับภาวะชะงักงันอย่างรุนแรง ประกอบกับบรรดาเอกชนญี่ปุ่นต้องประสบกับภาวะผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง และทำให้ค่าเงินเยนแข็งไม่หยุดไม่หย่อนนั้น ยิ่งทำให้ผลกำไรของเอกชนญี่ปุ่นลดฮวบลงตามไปด้วย

โตโยต้า มอเตอร์ ค่ายรถยนต์อันดับ 1 ของญี่ปุ่นและของโลก ที่มีทั้งฐานการผลิตมากมายทั้งในเอเชียและสหรัฐนั้น คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด หลังประกาศผลกำไรในไตรมาสแรกของปีนี้ที่ลดฮวบลงถึง 99%

ญี่ปุ่นในวันนี้จึงมีสภาพไม่ต่างจากยุโรปและสหรัฐ ที่ไม่อาจจะอยู่ในสภานะช่วยใครได้ เพราะงานในบ้านก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

จิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย ที่ทำให้เห็นภาพความซบเซาของเศรษฐกิจโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ จีน

ขณะที่สหรัฐประสบปัญหาเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวมาต่อเนื่อง แต่จีนกลับประสบปัญหาร้อนแรงเกินไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน อันเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งจำเป็นต้องใช้มาตรการชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจเพื่อสกัดปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาอันดับ 1 จากภาวะเงินเฟ้อมาหลายระลอก

ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่ปีนี้ปรับขึ้นไปแล้วถึง 3 ครั้ง หรือจะเป็นการสั่งให้ธนาคารเพิ่มการกันทุนสำรองเพื่อสกัดการปล่อยกู้มากเกินความจำเป็นมานับสิบครั้ง

ด้วยมาตรการลดการเบรกเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องดังกล่าว ทำให้การเติบโตของจีดีพีจีนชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 9.5% จากเดิมที่ 9.6% ในไตรมาสแรก

แต่โชคยังดีที่นักวิเคราะห์มองว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนนั้นเป็นการลงอย่างนิ่มนวล จากการใช้มาตรการชะลออย่างระมัดระวังไม่ใช่การลงแบบ “แรง” หรือฮาร์ดแลนดิง ที่อาจจะซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกให้เลวร้ายมากขึ้น

เศรษฐกิจโลกในวันนี้ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เกิดปัจจัยเสี่ยงที่เกื้อหนุนกันเข้ามาเป็นระลอกๆ ไม่หยุดยั้งคอยเบรกให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหยุดนิ่ง

และหากถึงขั้นเลวร้ายถูกซ้ำเติมจากราคาน้ำมันที่จะฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่จะดันให้ต้นทุนของเศรษฐกิจโลกพุ่งกระฉูดมากขึ้นไปอีก ซึ่งหากสถานการณ์เลวร้ายอย่างที่ว่า โลกต้องพบกับภาวะถดถอยอีกครั้งก็เป็นได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท